อาหารสายยางสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัดการให้อาหารทางสายให้อาหาร (Enteral Nutrition) สำหรับผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัด มีวัตถุประสงค์หลักคือเพื่อป้องกันภาวะทุพโภชนาการ และรักษาระดับเม็ดเลือดให้พร้อมสำหรับการรับยาในรอบถัดไปครับ
เนื่องจากช่วงที่ได้รับเคมีบำบัด ร่างกายจะมีความไวต่อการติดเชื้อสูงและระบบย่อยอาหารอาจทำงานได้ลดลง การเตรียมอาหารจึงต้องเคร่งครัดเรื่อง "ความสะอาด" และ "สารอาหารที่ครบถ้วน" ดังนี้ครับ:
1. ประเภทของอาหารทางสาย
โดยทั่วไปจะมี 2 รูปแบบหลัก:
อาหารปั่นผสม (Blenderized Diet): เป็นการนำเนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ และธัญพืชมาต้มสุกแล้วปั่นละเอียด ข้อดีคือได้สารอาหารจากธรรมชาติ แต่อาจเน่าเสียได้ง่ายหากเตรียมไม่สะอาดพอ
อาหารทางการแพทย์สูตรสำเร็จ (Commercial Formula): มีทั้งแบบผงและแบบน้ำ ข้อดีคือมีการคำนวณสารอาหารมาให้ครบถ้วน สะดวก และลดความเสี่ยงเรื่องการปนเปื้อนเชื้อโรค
2. สารอาหารที่เน้นเป็นพิเศษ
โปรตีนสูง: เพื่อซ่อมแซมเนื้อเยื่อและสร้างภูมิคุ้มกัน (มักใช้ไข่ขาวหรืออกไก่เป็นแหล่งโปรตีนหลักในอาหารปั่น)
ไขมันดี: เพิ่มพลังงานด้วยน้ำมันรำข้าว หรือน้ำมันที่มีโอเมก้า 3 เพื่อช่วยลดการอักเสบในร่างกาย
กากใย (Fiber): หากผู้ป่วยมีอาการท้องผูกจากการได้รับยา ควรเลือกสูตรที่มีใยอาหาร แต่หากมีอาการท้องเสียบ่อยควรใช้สูตรที่มีใยอาหารต่ำหรือละลายน้ำได้ดี
3. หลักการเตรียมและให้อาหารที่สำคัญ
ความสุกสะอาด: วัตถุดิบทุกอย่างต้อง "สุก 100%" และผ่านการล้างอย่างสะอาดที่สุด อุปกรณ์ปั่นและภาชนะบรรจุควรล้างด้วยน้ำร้อนหรือนึ่งเพื่อฆ่าเชื้อ
อุณหภูมิ: อาหารที่ให้ควรมีอุณหภูมิใกล้เคียงกับอุณหภูมิห้อง ไม่ควรให้ขณะที่เย็นจัดหรือร้อนจัดเพราะจะระคายเคืองระบบทางเดินอาหาร
ความเร็วในการให้: ไม่ควรเร่งให้เร็วเกินไป เพราะอาจทำให้ผู้ป่วยคลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องอืดได้ (โดยปกติจะใช้เวลาประมาณ 15-30 นาทีต่อมื้อ)
ท่าทาง: ขณะให้อาหารและหลังให้อาหารเสร็จอย่างน้อย 30-60 นาที ควรให้ผู้ป่วยนอนศีรษะสูงหรือนั่ง เพื่อป้องกันการสำลักหรืออาหารไหลย้อนกลับ
4. การสังเกตอาการ
หากพบอาการดังต่อไปนี้ขณะให้อาหาร ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหาร:
มีอาหารค้างในกระเพาะอาหารมากผิดปกติ (วัดจากการดูดเช็กก่อนมื้อถัดไป)
ท้องเสีย ถ่ายเหลวบ่อย หรือท้องอืดมาก
คลื่นไส้ อาเจียน ทุกครั้งที่ให้อาหาร
ข้อแนะนำ: ในกรณีที่เป็นอาหารปั่นเอง ควรปรุงและให้ผู้ป่วยทานทันที ไม่ควรเก็บค้างมื้อไว้นานเกิน 2 ชั่วโมงในอุณหภูมิห้อง หากจำเป็นต้องเก็บควรแช่เย็นและนำมาอุ่นให้ร้อนจัดก่อน แล้วรอให้อุ่นลงจึงค่อยนำไปให้ผู้ป่วยครับ