แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - siritidaphon

หน้า: [1] 2 3 ... 22
1
สตูว์เนื้อ Beef Stew อาหารสำเร็จรูปพร้อมทาน

อาหารพร้อมทาน สตูว์เนื้อ หอมอร่อย เนื้อเต็มคำ
ซีกซองสามารถทานได้เลย ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติ
ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อโดยใช้ความร้อนสูง และบรรจุในถุงอลูมิเนียม
เพื่อรักษาคุณภาพและความสดอร่อย โดยสามารถเก็บที่อุณหภูมิห้อง
ไม่จําเป็นต้องแช่เย็นเก้บได้นานถึง 18 เดือน

ขนาด 180 กรัม น้ำหนักเนื้อ 150 กรัม

ส่วนประกอบ
เนื้อ Beef 38.90%
น้ำสต๊อกผัก Vegetable stock 28.46%
หัวหอมใหญ่ Onion 6.10%
มันผรั่ง Potato 5.56%
แครอท Carrot 5.56%
ขึ้นฉ่ายฝรั่ง Celery 5.00%
มะเขือเทศเข้มข้น Tomato paste 3.68%
เนย Butter 1.97%
น้ำตาลทราย Sugar 1.25%
เกลือ lodine salt 0.66%
น้ำมันรำข้าว Rice bran oil 0.58%
ผงปรุงรส Seasoning 0.4%
กระเทียม Garlic 0.39%
พริกไทยดำบดหยาบ Black pepper 0.14%
ไทน์ Thyme 0.12%

บรรจุภัณฑ์ไม่สามารถนำเข้าไมโครเวฟได้ ( This packaging is not suitable for microwave use. )
อย 10-1-01554-5-0144
ฮาลาล
 
ช่องทางการสั่งซื้อ
 
เบอร์ : 02-398-5600 , 063-207-6926
Line : https://lin.ee/YWCEYud
page : https://www.facebook.com/BYSNFOOD
Shopee : https://shopee.co.th/sn.foods


2
คอร์สสูตร "ซอสผัด" ซอสกะเพรา สไตล์ครูแมกซ์

เคล็ดลับซอสผัดเงินแสน
เปลี่ยนร้านธรรมดาๆให้ลูกค้าติดใจ!
ซอสผัดคือหัวใจสำคัญของอาหารจานเด็ด… รสชาติที่ลูกค้าจดจำและกลับมาซ้ำ!
ครูแมกซ์เผยสูตรลับที่ใช้สร้างเงินแสนมากกว่า 10 ปี!
ซอสดี อาหารรสด็ด ลูกค้าติด ธุรกิจปัง!
สมัครวันนี้ รับทันทีสูตรลับที่จะเปลี่ยนร้านอาหารธรรมดาให้กลายเป็นร้านดังในพริบตาเพียงคุณลงมือทำ!

คุณจะได้เรียนรู้:
✅ สูตรผสมซอสผัดขั้นเทพ แบบทีละขั้นตอน ทำตามง่ายได้ง่ายๆ
✅ รายชื่อวัตถุดิบที่ครูแมกซ์คัดสรรมาแล้ว พร้อมยี่ห้อแนะนำอย่างชัดเจน
✅ เทคนิคการชั่ง ตวง วัด ผสม เคี่ยวซอสให้รสชาติคงที่ทุกครั้ง
✅ วิธีเก็บรักษาซอสให้อยู่ได้นาน 6 เดือน เพื่อประหยัดเวลาให้คุณไม่ต้องนั่งเคี่ยวทุกวัน

สนใจติดต่อสอบถามข้อมูล
ไลน์ ID  :  @krumax
Page FB : https://web.facebook.com/profile.php?id=61569480015186
เว็บไซด์ : https://krumax.net/krumaxcourse/
เบอร์โทร : 081-413-4479


3
จัดฟันบางนา: ถ้าถอดเครื่องมือการจัดฟันแบบใสออกบ่อยๆ มีผลต่อการรักษาหรือไม่ ?

หลายคนที่กำลังมีปัญหาฟันและกำลังตัดสินใจว่าจะเข้ารับการจัดฟันแบบใส คงเคยทราบถึงข้อดีของการจัดฟันแบบใสแล้วว่าสามารถทำให้คุณมีฟันที่เรียงตัวกันอย่างสวยงามและมีข้อดีต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งปัญหาของผู้เข้ารับการจัดฟันส่วนใหญ่จะส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหาร เพราะผู้เข้ารับการจัดฟันส่วนใหญ่จะไม่สามารถรับประทานอาหารที่ชื่นชอบได้และจำเป็นที่จะต้องเลือกอาหารที่เรารับประทานให้มากเป็นพิเศษ เพราะมีข้อจำกัดนั่นก็คือ เครื่องมือที่ติดตั้งอยู่ภายในช่องปากอาจจะทำให้เป็นอุปสรรคต่อการรับประทานอาหาร แต่สำหรับผู้ที่เข้ารับการจัดฟันแบบใส ในเรื่องของการรับประทานอาหารนั้น ต้องบอกว่าเป็นจุดเด่นอีกข้อหนึ่ง เพราะผู้เข้ารับการจัดฟันแบบใสสามารถรับประทานอาหารได้อย่างหลากหลายโดยไม่ต้องกังวลว่าเครื่องมือจัดฟันจะหลุดออกมาขณะรับประทานอาหารนอกจากนี้ ในเรื่องของการทำความสะอาดช่องปากและฟัน

สำหรับผู้ที่เข้ารับการจัดฟันแบบเครื่องมือติดแน่นก็จะมีอุปสรรคในเรื่องของการแปรงฟันได้ไม่ทั่วถึง เพราะมีเหล็กจัดฟันติดตั้งอยู่บนผิวฟันอาจจะทำให้เราจะต้องระมัดระวังในการแปรงฟัน เพราะกลัวว่าเครื่องมือจะหลุดออกมา แต่ผู้ที่เข้ารับการจัดฟันแบบใสสามารถถอดเครื่องมือการจัดฟันออกได้ขณะทำความสะอาดช่องปากและฟัน ดังนั้น จึงทำให้สามารถทำความสะอาดช่องปากและแปรงฟันได้อย่างเต็มที่ ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น แต่ก็มีข้อจำกัดบางอย่างที่ทำให้ผู้ที่เข้ารับการจัดฟันแบบใสแตกต่างจากผู้ที่เข้ารับการจัดฟันแบบทั่วไปนั่นก็คือผู้เข้ารับการจัดฟันแบบใส จะต้องมีวินัยในการสวมใส่เครื่องมือการจัดฟัน เนื่องจากเครื่องมือการจัดฟันแบบใสที่สามารถถอดออกได้อาจจะทำให้ผู้เข้ารับการจัดฟันเผลอลืมสวมใส่เครื่องมือ ภายหลังจากการรับประทานอาหาร และเสี่ยงที่จะทำให้ทำเครื่องมือการจัดฟันหายได้ นี่เป็นข้อจำกัดที่ผู้เข้ารับการจัดฟันแบบใสจะต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเพื่อผลการรักษาที่ดี

สำหรับวันนี้เราจะมาพูดถึงการสวมใส่เครื่องมือของผู้เข้ารับการจัดฟันแบบใสว่า ถ้าหากเราถอดเครื่องมือการจัดฟันแบบใสออกบ่อยๆจะมีผลต่อการรักษาหรือไม่ แน่นอนว่าการสวมใส่เครื่องมือการจัดฟันแบบใสเป็นประจำถือว่าเป็นข้อดีของการจัดฟันแบบใส เพราะเครื่องมือที่ทันตแพทย์ได้ทำการออกแบบมาเฉพาะบุคคลนั้น ได้มีการวางแผนการรักษาไว้ล่วงหน้าแล้ว เพราะฉะนั้น ผู้เข้ารับการรักษาควรสวมใส่เครื่องมือเป็นประจำตามที่ทันตแพทย์ได้กำหนดไว้ เครื่องมือการจัดฟันแบบใสที่ถูกออกแบบมานั้นของแต่ละบุคคลจะมีความแตกต่างกัน

เนื่องจากมีปัญหาของฟันที่ไม่เหมือนกัน จึงทำให้มีจำนวนชุดของเครื่องมือและระยะเวลาการรักษาก็จะแตกต่างกันออกไป ถ้าหากผู้เข้ารับการรักษาด้วยการจัดฟันแบบใส ถอดเครื่องมือการจัดฟันออกบ่อยๆ แน่นอนว่าจะส่งผลต่อการรักษา เพราะการสวมใส่เครื่องมือการจัดฟัน ทำให้เครื่องมือการจัดฟันจะทำงาน ตลอดเวลา เป็นตัวช่วยทำให้การเคลื่อนของฟันสามารถเคลื่อนไปในตำแหน่งที่ทันตแพทย์ได้กำหนดไว้ ถ้าหากผู้เข้ารับการจัดฟันแบบใสถอดเครื่องมือออกบ่อยๆหรือไม่สวมใส่เครื่องมือจัดฟันตามคำแนะนำของทันตแพทย์ก็จะส่งผลทำให้ผลการรักษาเกิดการ

คลาดเคลื่อนและอาจจะส่งผลให้ระยะเวลาการจัดฟันยาวนานยิ่งขึ้นนั่นเอง ดังนั้นผู้เข้ารับการจัดฟันแบบใส ควรจะมีวินัยในการสวมใส่เครื่องมืออย่างน้อยวันละ 22 ชั่วโมง เพื่อให้ผลการรักษาเป็นไปตามที่ทันตแพทย์ได้วางแผนไว้ นั่นก็หมายความว่า จะทำให้ผู้เข้ารับการจัดฟันมีฟันที่เรียงตัวกันอย่างสวยงามเป็นธรรมชาติและอยู่ในระยะเวลาที่ได้กำหนดไว้ไม่ต้องเสียเวลาเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มด้วย

หากใครสนใจเข้ารับการจัดฟันแบบใส สามารถเข้ามาปรึกษาทันตแพทย์ที่คลินิกได้ เพราะทางคลินิกของเราได้รับการรองรับขั้นสูงสุดจาก Invisalign ซึ่งทำให้มีความน่าเชื่อถือและมั่นใจว่า ผู้เข้ารับการรักษาจากทางคลินิกจะมีความปลอดภัยในการรักษาและมั่นใจได้ว่า คุณจะมีฟันที่สวยงามเป็นธรรมชาติ มีสุขภาพช่องปากและฟันที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน

4
การทำความสะอาดช่องปากและฟัน สำหรับเด็กที่เข้ารับการจัดฟันเด็ก

การดูแลรักษาความสะอาดของสุขภาพช่องปากและฟัน ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นเพศไหนหรือช่วงอายุใด ยิ่งสุขภาพช่องปากและฟันในเด็กที่กำลังอยู่ในวัยเจริญเติบโตนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองยิ่งต้องดูแลเอาใจใส่ให้มากเป็นพิเศษ เพราะในช่วงวัยเด็ก ยังมีฟันน้ำนม ซึ่งฟันน้ำนมก็มีความสำคัญไม่แพ้กันกับฟันแท้เลย พ่อแม่ผู้ปกครองอาจจะมองว่า ฟันน้ำนม ไม่มีความสำคัญเพราะยังไง ฟันน้ำนมก็ต้องหลุดอยู่แล้ว เพื่อให้ฟันแท้ขึ้นมาแทนที่ นั่นถือเป็นความคิดที่ผิด เพราะฟันน้ำนมมีความสำคัญมาก ส่งผลต่อการขึ้นของฟันแท้ เพราะฟันน้ำนมมีบทบาทสำคัญในลำดับขั้นพัฒนาการของเด็ก

นอกจากจะเป็นตำแหน่งที่จะเกิดฟันแท้มาแทนที่แล้ว ยังสามารถช่วยในเรื่องลักษณะทางกายภาพให้มีโครงสร้างร่างกายเป็นปกติ มีฟันไว้ช่วยบดเคี้ยวอาหารที่ดีได้ หากฟันน้ำนมมีสุขภาพดี ไม่ผุกร่อนหรือติดเชื้อ ก็จะส่งเสริมพัฒนาการฟันแท้ที่จะงอกตามมาให้สมบูรณ์แข็งแรงตามไปด้วย ดังนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองควรที่จะปลูกฝังให้บุตรหลาของท่าน หันมาเอาใจใส่ในเรื่องของการดูแลสุขภาพช่องปากและฟัน ตั้งแต่อายุยังน้อย เพื่อที่จะได้เติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพฟันที่แข็งแรง อย่างไรก็ตาม อย่างที่กล่าวไปตั้งแต่ต้น ว่า พ่อแม่ผู้ปกครองส่วนใหญ่อาจจะมองว่า ฟันน้ำนมไม่มีความสำคัญ จึงอาจจะปล่อยประละเลย ทำให้เด็กเกิดฟันผุและมีปัญหาฟันตามมาได้ จึงเป็นสาเหตุของการสูญเสียฟันตั้งแต่ในวัยเด็ก ซึ่งปัญหาดังกล่าวมักจะพบได้บ่อย และต้องลงเอยด้วยการรักษาด้วยการจัดฟันในเด็ก ซึ่งต้องบอกว่า การจัดฟันในเด็ก ก็สามารถแก้ไขปัญหาฟันได้อย่างมีประสิทธิภาพเลยทีเดียว แถมยังช่วยปรับโครงสร้างของใบหน้าเด็กได้ด้วย ทำให้เด็กมีใบหน้าที่เข้ารูปสวย น่ารักสมวัย และที่สำคัญการจัดฟันในเด็กนั้น ยังช่วยส่งเสริมให้เด็กได้เห็นถึงความสำคัญของการดูแลรักษษความสะอาดฟันด้วย

สำหรับวันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องของการดูแลรักษาความสะอาดฟันอย่างถูกวิธี สำหรับเด็กที่เข้ารับการจัดฟันในเด็ก ซึ่งต้องบอกว่า การดูแลรักษาความสะอาดช่องปากและฟัน ในช่วงของการจัดฟันเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะหลายคนที่เข้ารับการจัดฟัน ไม่ว่าจะเป็นการจัดฟันในรูปแบบใดหรือช่วงอายุใด คงมักเจอกับปัญหาในระหว่างการทำความสะอาดฟัน โดยอาจจะทำความสะอาดช่องปากและฟันได้ไม่ทั่วถึง หรือไม่สามารถแปรงฟันได้อย่างเต็มที่ เพราะมีข้อจำกัด นั่นก็คือ การมีเครื่องมือการจัดฟันติดตั้งอยู่ภายในช่องปากของเรา ซึ่งส่งผลทำให้ประสิทธิภาพในการทำความสะอาดช่องปากและฟันลดลง

ซึ่งในการจัดฟันในเด็ก พ่อแม่ผู้ปกครอง ควรที่สอนให้ลูกแปรงฟันอย่างถูกวิธี และควรที่จะมีอุปกรณ์เสริมในการทำความสะอาดฟัน เพื่อที่จะได้ทำความสะอาดฟันได้อย่างเต็มที่และสะอาดทุกซอก ทุกมุม สำหรับวิธีการทำความสะอาดช่องปากและฟัน สำหรับเด็กที่เข้ารับการจัดฟันในเด็ก ต้องบอกก่อนว่า การแปรงฟันให้สะอาด การใช้ไหมขัดฟัน เป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับการมีสุขภาพในช่องปากและฟันที่ดี  ไม่ว่าเด็กๆ จะเข้ารับการจัดฟันหรือไม่ก็ตาม แต่ในขณะที่เข้ารับการจัดฟัน อาจทำให้เด็กใช้ไหมขัดฟันได้ลำบาก เพราะอาจจะยังไม่รู้วิธีการใช้ ดังนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองควรซื้อสายร้อยไหมขัดฟัน  ซึ่งทำจากพลาสติก ด้านหนึ่งเป็นห่วงสำหรับร้อยไหมขัดฟัน อีกด้านหนึ่งมีลักษณะเป็นปลายแหลม เพื่อช่วยนำไหมขัดฟันเข้าทำความสะอาด

โดยเฉพาะบริเวณใต้สะพานฟัน ฟันที่เชื่อมกัน หรืออาจจะใช้ Super floss ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ประกอบด้วย ก้านพลาสติก ส่วนฟองน้ำ และส่วนไหมขัดฟันปกติ  ที่มีประสิทธิภาพ สามารถใช้ทำความสะอาดโดยใช้ส่วนก้านพลาสติกร้อยใต้สะพานฟัน ฟันที่เชื่อมกัน หรือซอกฟันที่ติดเครื่องมือจัดฟัน แล้วใช้ส่วนฟองน้ำทำความสะอาดใต้สะพานฟัน ส่วนไหมขัดฟันปกติใช้ทำความสะอาดซอกฟันอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การรักษาได้ผลที่ดีที่สุด และเพื่อสุขภาพในช่องปากที่ดี ผู้ปกครองควรพาเด็กๆ ไปพบทันตแพทย์ เพื่อตรวจฟัน อุดฟัน ขูดหินปูน อย่างสม่ำเสมอ หากพ่อแม่ผู้ปกครองท่านใด สนใจพาบุตรหลานของท่านเข้ารับการจัดฟันในเด็ก สามารถติดต่อขอรับคำแนะนำจากทางคลินิกได้ เพราะทางเรามีทันตแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการจัดฟันในเด็ก ที่จะให้คำปรึกษาและแนะนำขั้นตอนการจัดฟันในเด็ก เพื่อให้บุตรหลานของท่านมีฟันที่สวยงามและมีสุขภาพช่องปากและฟันที่แข็งแรง

5
Dseelin มีสารอาหารครบ 5 หมู่ และมีโปรตีนสูง สามารถใช้ได้กับบุคคลทั่วไปที่ไม่มีมีโรคประจำตัว สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวต้องนำสูตรไปปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยของสุขภาพของท่าน

ใครทาน D.seelin ได้บ้าง
 ผู้สูงอายุ
 ผู้ป่วยที่ให้อาหารทางสายให้อาหาร
 ผู้มีปัญหาการเคี้ยว เช่น ทำศัลยกรรม
 เด็กที่มีอายุ 6 เดือนขึ้นไป

อาหารปั่นผสมพร้อมทาน D.seelin
1 ซองให้คุณค่าทางโภชนาการเทียบเท่าอาหาร 1 มื้อ
 โปรตีนสูงจากเนื้ออกไก่
 วัตถุดิบสดมีคุณภาพ
 สารอาหารครบถ้วน 5 หมู่

ข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร : มีไข่ มีผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง
การเก็บรักษา : สามารถเก็บไว้โดยไม่ต้องแช่เย็นควรเก็บในสภาวะแห้งและเย็น


วิธีการรับประทาน มีทั้งหมด 3 วิธี
1.ฉีกซองทานได้ทันที
2.แช่ซองในน้ำอุ่น อุณหภูมิ 90-100 C เวลา 1-2 นาที
3.อุ่นด้วยไมโครเวฟ ความร้อน 800 วัตต์ ( 1 นาที ) / 1300 วัตต์ ( 0.45 ) นาที

*บรรจุภัณฑ์นี้ไม่สามารถนำเข้าไมโครเวฟได้ ต้องเทใส่ภาชนะก่อนนำมาอุ่นในไมโครเวฟ*

ข้อแนะนำในการใช้
- เขย่าถุงอาหารให้เป็นเนื้อเดียวกันก่อนรับประทาน
- หลังเปิดซองควรรับประทานให้หมดในครั้งเดียว
- อาจมีการตกตะกอน เนื่องจากมีส่วนประกอบจากธรรมชาติ

อายุของอาหารเก็บได้ 1 ปี
ขนาดบรรจุ 300 กรัม
เลข ( อย ) : 10-1-01554-5-0127

1 ซอง ราคา 95บาท (ชดเชยอาหารครบถ้วนใน 1มื้อ)
6 ซอง ราคา 570 บาท
28 ซอง ราคา 2,660 บาท

 ช่องทางการสั่งซื้อ
 Inbox page : https://web.facebook.com/dseelin
 Line : @dseelin / https://lin.ee/gOiFMa4
 เบอร์ : 085-676-2222
 พิกัด : https://shopee.co.th/dseelin_official


6
เลือกและเตรียมอาหารเหลวสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน อิ่มนาน สารอาหารครบ คุมน้ำตาลนิ่งสนิท

บ้านไหนที่กำลังรับหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยที่จำเป็นต้องทานอาหารเหลวบดปั่น (Pureed Diet) เป็นมื้อหลัก และที่สำคัญคือ "ท่านมีสภาวะโรคเบาหวานร่วมด้วย" น่าจะเคยเจอกับความกังวลใจตอนจัดแจงเมนูในครัวเหมือนคุณแม่ใช่ไหมคะ?

เพราะหนึ่งในความท้าทายที่สุดของการทำอาหารเหลวบดปั่นคือ อาหารที่ผ่านการต้มจนเปื่อยนุ่มและนำไปปั่นจนเนียนละเอียด ยิ่งโมเลกุลของอาหารเล็กลงเท่าไหร่ ร่างกายก็จะยิ่งดูดซึมได้ไวขึ้นเท่านั้น ซึ่งถ้าเราเลือกวัตถุดิบไม่ถูกหลัก แป้งและน้ำตาลในอาหารเหลวชามนั้นจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว จนทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยพุ่งสูงเฉียบพลัน (Spike) ได้ง่ายมากๆ ค่ะ

วันนี้ขอมาแชร์ "4 เทคนิคคัดสรรและจัดสัดส่วนอาหารเหลวสำหรับผู้ป่วยเบาหวานฉบับโฮมเมด" เลือกและปรุงอย่างไรให้น้ำตาลนิ่งสนิท อิ่มท้องนาน และได้ประโยชน์เต็มคำมาฝากกันค่ะ

📝 4 คัมภีร์ก้นครัว จัดอาหารเหลวคุมน้ำตาลเพื่อผู้ป่วยเบาหวาน

1. เลือกคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low GI)

แทนที่จะใช้ข้าวขาวต้มจนเละเป็นเบสหลัก ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลและดูดซึมไวมาก ให้ลองปรับเปลี่ยนมาใช้คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่มีใยอาหารสูงแทนค่ะ

วัตถุดิบแนะนำ: ใช้ ข้าวกล้องสุก หรือ ข้าวไรซ์เบอร์รี่สุก นำมาต้มเคี่ยวร่วมกับน้ำซุปผักจนเปื่อยนุ่มก่อนนำไปปั่น ใยอาหารที่ยังคงเหลืออยู่จะช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดได้ดีกว่าข้าวขาวค่ะ

คุมปริมาณ: กำหนดปริมาณข้าวให้เหมาะสมในแต่ละมื้อ (ประมาณ 1 ทัพพี) ไม่ใส่เยอะเกินไปจนหนักแป้งนะคะ 🌾

2. เปลี่ยนมาใช้ "ผักเนื้อนิ่มน้ำตาลต่ำ" แทนผักหัว

ผักคือตัวช่วยเพิ่มวิตามินและแร่ธาตุที่ดีมาก แต่สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน เราต้องเลี่ยงผักกลุ่มที่มีแป้งและน้ำตาลสูง เช่น ฟักทอง, แครอท, หรือมันเทศ ในปริมาณมากค่ะ

ผักที่ปลอดภัยคุมน้ำตาลดี: ให้เลือกใช้ผักที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำและเนื้อนิ่มชุ่มน้ำเมื่อต้มสุก เช่น หัวไชเท้า, ผักกาดขาว, ฟักเขียว หรือกะหล่ำปลี นำมาต้มจนเปื่อยสุดๆ แล้วปั่นรวมกัน ผักกลุ่มนี้จะช่วยให้เนื้ออาหารเหลวเนียนละมุน ได้ใยอาหารไปช่วยชะลอน้ำตาล โดยไม่ทำให้คาร์โบไฮเดรตรวมในมื้อนั้นพุ่งสูงค่ะ 🥬

3. อัดโปรตีนสะอาดไขมันต่ำ (ช่วยล็อกความอิ่ม)

โปรตีนคือฮีโร่ตัวจริงสำหรับผู้ป่วยเบาหวานค่ะ เพราะโปรตีนย่อยยากกว่าแป้ง ช่วยให้ร่างกายค่อยๆ ดูดซึมพลังงาน ทำให้น้ำตาลในเลือดค่อนข้างคงที่ และช่วยให้ผู้ป่วยอิ่มท้องได้นาน ไม่โหยระว่างวันค่ะ

โปรตีนที่ย่อยง่ายและปั่นเนียน: เลือกใช้ "เนื้อปลาสีขาว (เช่น ปลากระพง นึ่งแกะก้าง), ไข่ตุ๋นเนื้อนิ่ม หรือเต้าหู้หลอด" บดหรือปั่นรวมในมื้ออาหาร ให้ได้ปริมาณโปรตีนประมาณ 15 - 20 กรัมต่อมื้อ เพื่อช่วยซ่อมแซมร่างกายและล็อกความอิ่มให้คงที่ค่ะ 🐟🥚

4. ดึงความหวานธรรมชาติ งดน้ำตาลทราย 100%

เรื่องรสชาติของอาหารเหลวผู้ป่วยเบาหวาน ห้ามเติมน้ำตาลทราย น้ำเชื่อม หรือน้ำผึ้งลงไปเพื่อแต่งรสเด็ดขาดนะคะ ❌

เทคนิคปรับรสชาติของคุณแม่: ให้ใช้ "น้ำซุปเคี่ยวจากโครงไก่หรือกระดูกหมู ร่วมกับผักหวานธรรมชาติอย่างหัวไชเท้าและหอมใหญ่" (คุมโซเดียมต่ำ ไม่ใส่ผงชูรส) นำน้ำซุปนี้มาเป็นเบสในการปั่นอาหาร ความหวานกลมกล่อมแบบธรรมชาติจะช่วยกระตุ้นความอยากอาหารให้ผู้ป่วยทานได้อร่อยขึ้น โดยปลอดภัยต่อน้ำตาลในเลือดแน่นอนค่ะ 🍲

💡 ทริกเด็ดหยด "ไขมันดี" ช่วยชะลอน้ำตาล

อีกหนึ่งเคล็ดลับก้นครัวที่คุณแม่ใช้บ่อยๆ คือ ในขั้นตอนการปั่นอาหารเหลว แนะนำให้หยด "น้ำมันรำข้าว หรือน้ำมันมะกอก" ลงไปประมาณ 1 ช้อนชาค่ะ เพราะไขมันดีตัวนี้จะเข้าไปช่วยเพิ่มพลังงานที่จำเป็นให้กับคนไข้ ช่วยให้เนื้ออาหารปั่นมีความลื่นคอกลืนง่ายขึ้น และที่สำคัญ ไขมันดีมีส่วนช่วยชะลอการอัตราการว่างของกระเพาะอาหาร (Gastric Emptying) ทำให้น้ำตาลจากแป้งถูกย่อยและดูดซึมช้าลงไปอีกขั้นด้วยค่ะ

7
วิธีคำนวณสารอาหารและพลังงาน อาหารเหลวบดปั่นสัดส่วนเท่าไหร่? ให้ได้สารอาหารครบถ้วน

บ้านไหนที่กำลังดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยพักฟื้น หรือผู้ป่วยติดเตียงที่ต้องทานอาหารเหลวบดปั่น (Pureed Diet) เป็นมื้อหลัก น่าจะเคยเจอปัญหาราชินีก้นครัวแบบเดียวกันใช่ไหมคะ? คือเราต้มข้าว ใส่เนื้อสัตว์ ใส่ผัก แล้วเอาไปปั่นจนเนียนให้ท่านทาน แต่อดคิดในใจไม่ได้จริงๆ ว่า "เอ๊ะ... แล้วสารอาหารในชามนี้มันพอไหมนะ? พลังงานจะน้อยไปหรือเปล่า? หรือสัดส่วนมันเพี้ยนไปไหม?"

เพราะอาหารเหลวปั่นมักจะมี "น้ำซุป" เป็นส่วนผสมหลักเพื่อช่วยให้ปั่นง่ายและกลืนลื่นคอ ซึ่งบางครั้งน้ำซุปที่เยอะเกินไปอาจไปเจือจางทำให้ปริมาณสารอาหารจริงๆ ลดลง (ผู้ป่วยอิ่มน้ำซุปแต่ได้สารอาหารไม่พอ)

วันนี้เลยขอมาแชร์ "วิธีคิดและคำนวณสัดส่วนสารอาหาร รวมถึงพลังงานของอาหารเหลวบดปั่นฉบับเข้าใจง่าย" เพื่อให้มั่นใจว่าอาหารทุกชามที่เราตั้งใจทำ จะช่วยฟื้นฟูร่างกายของคนที่เรารักได้อย่างเต็มพิกัดค่ะ

📊 1. พลังงานรวมที่เหมาะสมต่อมื้อ (Calories)
สำหรับผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุทั่วไปที่ไม่ได้มีกิจกรรมทางกายภาพมากนัก พลังงานที่ต้องการจะอยู่ที่ประมาณ 1,500 - 1,800 กิโลแคลอรี (kcal) ต่อวัน (หรือแบ่งเป็น 350 - 450 kcal ต่อมื้อหลัก ในกรณีที่แบ่งเป็น 3-4 มื้อค่ะ)

ทริกของคุณแม่: อย่าปล่อยให้อาหารเหลวใสหรือเหลวเกินไปจนแคลอรีต่ำกว่า 200 kcal ต่อมื้อเด็ดขาดค่ะ เพราะจะทำให้คนไข้ขาดพลังงาน อ่อนเพลีย และน้ำหนักลดฮวบจนไม่มีภูมิต้านทานโรค

📝 2. สูตรจัดสัดส่วนสารอาหาร 5 หมู่ใน 1 ชาม (สำหรับ 1 มื้อ)

เพื่อให้คำนวณและเตรียมวัตถุดิบดิบก่อนนำไปต้มและปั่นได้ง่ายที่สุด คุณแม่แนะนำให้ยึดสัดส่วนน้ำหนักวัตถุดิบและกลุ่มสารอาหารหลัก (Macro-nutrients) ตามเกณฑ์โภชนาการดังนี้ค่ะ:

🌾 คาร์โบไฮเดรต (ให้พลังงานหลัก): สัดส่วนประมาณ 45-50% ของพลังงาน

วัตถุดิบ: ข้าวหอมมะลิสุก ข้าวกล้องสุก หรือมันฝรั่ง/มันเทศนึ่ง

ปริมาณต่อมื้อ: ข้าวสวยสุกประมาณ 1 - 1.5 ทัพพี (น้ำหนักประมาณ 60 - 90 กรัม) จะให้พลังงานประมาณ 80 - 120 kcal

🍗 โปรตีน (ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ): สัดส่วนประมาณ 15-20% ของพลังงาน

เป็นหมู่ที่สำคัญมากสำหรับผู้ป่วยพักฟื้นค่ะ ร่างกายควรได้รับโปรตีนประมาณ 15 - 20 กรัมต่อมื้อ

วัตถุดิบ: เนื้อปลาสีขาวไม่มีกาง (ย่อยง่ายที่สุด), อกไก่ หรือเต้าหู้หลอด

ปริมาณต่อมื้อ: เนื้อสัตว์ดิบประมาณ 3 - 4 ช้อนกินข้าว (น้ำหนักประมาณ 45 - 60 กรัม) หรือเต้าหู้หลอด 1 หลอดเต็มๆ ซึ่งจะให้โปรตีนสะอาดและกรดอะมิโนที่จำเป็นครบถ้วนค่ะ

🎃 วิตามินและแร่ธาตุ (จากผักเนื้อนิ่ม):

วัตถุดิบ: ผักที่ไม่มีกากใยเหนียว เช่น ฟักทอง, แครอท, หรือเนื้อหัวไชเท้า

ปริมาณต่อมื้อ: ผักต้มสุกประมาณ 1 ทัพพี (น้ำหนักประมาณ 40 - 50 กรัม) ช่วยเพิ่มวิตามิน แร่ธาตุ และให้รสหวานธรรมชาติชวนทาน โดยไม่เพิ่มภาระให้ลำไส้

🥑 ไขมันดี (ช่วยดูดซึมวิตามินและเพิ่มแคลอรี): สัดส่วนประมาณ 25-30% ของพลังงาน

เนื่องจากอาหารเหลวมักจะมีความหนาแน่นของพลังงานต่ำ การเติมไขมันดีจะช่วยเพิ่มแคลอรีให้ถึงเกณฑ์โดยที่ผู้ป่วยไม่ต้องทานปริมาณเยอะเกินไปจนอิ่มอืดค่ะ

วัตถุดิบ: น้ำมันรำข้าว หรือน้ำมันมะกอก

ปริมาณต่อมื้อ: เติมลงไป 1 ช้อนชา (ประมาณ 5 ซีซี) ในขั้นตอนการปั่น จะช่วยเพิ่มพลังงานได้ถึง 45 kcal ทันที และช่วยให้เนื้ออาหารเนียนลื่นคอขึ้นด้วยค่ะ

🔬 3. วิธีคำนวณและเตรียมรวมร่างก่อนปั่น (ตัวอย่างเมนู 1 มื้อ)

มาลองดูตัวอย่างการชั่งน้ำหนักวัตถุดิบ "เมนูข้าวปั่นปลาช่อนฟักทอง" เพื่อให้ได้พลังงานประมาณ 350 - 400 kcal กันค่ะ

วัตถุดิบ (ก่อนปรุง)  ปริมาณ / น้ำหนัก           พลังงานที่ได้ (โดยประมาณ)        สารอาหารหลักที่เด่น

ข้าวสวยสุก          1.5 ทัพพี (90 กรัม)     ~120 kcal                           คาร์โบไฮเดรต

เนื้อปลาช่อนดิบ   4 ช้อนโต๊ะ (60 กรัม)   ~60 kcal                           โปรตีนสูง (~12 กรัม)

ไข่ไก่ (ทั้งฟอง)   1 ฟอง                   ~75 kcal                           โปรตีน (~7 กรัม) + ไขมันดี

ฟักทองและแครอทต้ม รวมกัน 1 ทัพพี (50 กรัม)   ~20 kcal                    วิตามิน, แร่ธาตุ

น้ำมันรำข้าว           1 ช้อนชา (5 กรัม)             ~45 kcal                             ไขมันดี

น้ำซุปผัก/ซุปโครงไก่ 1.5 - 2 ถ้วยตวง             ~10-20 kcal                    น้ำและความกลมกล่อม

รวม 1 มื้อ          เนียนละเอียด 1 ชาม            ~340 - 350 kcal           โปรตีนรวม ~19 กรัม (ผ่านเกณฑ์!)

ขั้นตอนการทำ: นำเนื้อปลา ข้าว ผัก และน้ำซุปไปต้มรวมกันจนเปื่อยนุ่ม จากนั้นใส่ไข่ลงไปคนให้สุกดี ยกลงจากเตา ทิ้งให้พออุ่น ใส่ประโยชน์จากน้ำมันรำข้าวลงไป แล้วเทใส่เครื่องปั่น ปั่นจนเนื้อเนียนละเอียดเป็นพุดดิ้ง (ห้ามแยกชั้นน้ำกับเนื้อ) แล้วนำไปกรองผ่านตะแกรงอีกรอบก่อนป้อนค่ะ

บทสรุปก้นครัว

การสละเวลาชั่งตวงวัตถุดิบก่อนนำไปปั่นเพิ่มขึ้นอีกนิด จะช่วยตัดความกังวลใจของคนดูแลไปได้ 100% เลยค่ะว่าคนที่เรารักจะขาดสารอาหารหรือเปล่า เพราะอาหารเหลวบดปั่นที่ดี ต้องไม่ใช่แค่อิ่มท้อง แต่ต้องเป็น "อาหารนำทาง" ที่ให้พลังงานและคุณค่าโภชนาการที่เข้มข้นพอในการฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาแข็งแรงในทุกๆ วันค่ะ

8
จัดฟันบางนา: การดูแลช่องปากของทารก

สุขภาพช่องปากและฟันของเด็ก ในวัยเด็กแรกเกิด ช่วงแรกเกิดที่เด็กยังฟันไม่ขึ้น คุณแม่สามารถทำความสะอาดได้โดยใช้ผ้าสะอาดนุ่ม ๆ เช็ดทำความสะอาดเหงือกลูกเบา ๆ หลังการดูดนม โดยเช็ดบริเวณกระพุ้งแก้มและลิ้นด้วย และต้องมั่นใจว่าผ้าที่จะนำมาเช็ดจะต้องสะอาดเพียงพอจะใช้กับช่องปากของเด็กได้ ไม่อย่างงั้นอาจจะเกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมาได้ เนื่องจากในวัยเด็กแรกเกิด จำเป็นที่จะต้องดูแลรักษาเรื่องของความสะอาดในทุก ๆ เรื่องเพราะจะทำให้เกิดอาการแพ้ได้ เนื่องจากเด็กยังบอบบางต่อสิ่งต่าง ๆ มักจะเกิดอาการแพ้ได้ง่าย

แต่อย่างที่ทราบว่า ในวัยเด็กแรกเกิด นอกจากจะต้องคำนึงถึงเรื่องความสะอาดเป็นหลักแล้ว ในเรื่องของช่องปากของเด็กทารกก็สำคัญไม่แพ้กัน ในวัยแรกเกิดถึง 6 เดือน กรณีจำเป็นคุณแม่ต้องให้นมผสม ควรให้นมผสมดัดแปลงสำหรับทารกซึ่งไม่เติมน้ำตาล ไม่ควรเอาของหวานทุกชนิดใส่ขวดนม และไม่ควรให้เด็กดูดขวดนมจนหลับคาขวดนม เพราะในวัยเด็กอาจจะเกิดปัญหาในเรื่องของฟันผุได้ เนื่องจากขวดนมหรือที่เรียกว่า ฟันผุในเด็ก เป็นหนึ่งในปัญหาที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับการดูแลช่องปากของทารก สาเหตุเกิดจากฟันสัมผัสกับของเหลวที่มีส่วนผสมของน้ำตาลบ่อย ๆ หรือเป็นเวลานาน ซึ่งจะทำให้ฟันและสุขภาพปากโดยรวมของลูกน้อยเสียหายอย่างรุนแรงได้

สำหรับวันนี้เรามาแนะนำวิธีการดูแลรักษาสุขภาพช่องปากของเด็กทารกว่า คุณแม่ควรจะรับมืออย่างไร เพื่อให้ลูกน้อยได้มีสุขภาพช่องปากที่สะอาด การดูแลปากและฟันที่ดีเริ่มตั้งแต่ช่วงแรกหรือในวัยทารก แม้กระทั่งก่อนที่ฟันซี่แรกของเด็กจะขึ้น ซึ่งมีปัจจัยหลายประการที่มีผลต่อรูปลักษณ์และสุขภาพในอนาคตของเด็ก ฟันของทารกจะขึ้นในช่วงอายุ 6 เดือน การดูแลปากและฟันโดยการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันจึงยังไม่จำเป็น อย่างไรก็ตาม ทารกก็มีความต้องการในการดูแลปากและฟันเป็นพิเศษที่คุณแม่มือใหม่จำเป็นควรทราบ ซึ่งรวมถึงการป้องกันฟันผุจากขวดนม และการให้ฟลูออไรด์แก่ทารกในปริมาณที่เหมาะสมด้วย นอกจากนี้คุณแม่หลายคนอาจจะให้ลูกใช้ จุกนมหลอก เพราะการดูดเป็นหนึ่งในพัฒนาการตามปกติของทารกและจะทำให้พวกเขารู้สึกสบายในช่วง 1 ปีแรก แม้ว่าเด็กจะไม่จำเป็นต้องได้รับสารอาหารจากนมแม่หรือนมขวดแล้วก็ตาม

แต่พวกเขาก็ยังชอบดูดนมอยู่ในช่วงสองสามปีแรก สำหรับการดูแลสุขภาพช่องปากของเด็ก ในเด็กแรกเกิด ช่วงแรกเกิดที่ลูกยังฟันไม่ขึ้น คุณแม่สามารถทำความสะอาดได้โดยใช้ผ้าสะอาดนุ่ม ๆ เช็ดทำความสะอาดเหงือกลูกเบา ๆ หลังดูดนม โดยเช็ดบริเวณกระพุ้งแก้มและลิ้นด้วย ต่อมาในวัย 6 เดือน ก่อนฟันน้ำนมจะเริ่มขึ้นควรพาลูกไปพบทันตแพทย์เพื่อให้ฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุ หรือเมื่อฟันน้ำนมขึ้นแล้วควรใช้นิ้วพันผ้าถูทำความสะอาดที่บริเวณฟันของลูกให้สะอาดเช่นเดียวกับการทำความสะอาดเหงือก และเด็กในช่วง 1-3 ปี ช่วงนี้ฟันลูกมีขนาดใหญ่ขึ้น และเริ่มใช้แปรงสีฟันสำหรับเด็กได้เอง ควรเริ่มสอนลูกแปรงฟัน โดยลองแปรงฟันให้ลูกก่อน และฝึกให้ลูกรู้จักการบ้วนน้ำก่อนที่จะให้ลูกแปรงฟันด้วยตัวเอง ถือว่าเป็นการปลูกฝังให้เด็กรู้จักทำความสะอาดช่องปากและฟัน และเห็นความสำคัญของการรักษาความสะอาดของช่องปาก

อย่างไรก็ตาม นอกจากเรื่องของการสอนให้รู้จักรักษาความสะอาดของสุขภาพช่องปากและฟันแล้ว การเลือกรับประทานอาหาร หรือขนมที่ไม่มีน้ำตาล หรือไม่หวานให้ลูกก็ถือว่าสำคัญ เพราะเป็นการส่งเสริมและป้องกันการเกิดฟันผุในเด็ก และทีสำคัญที่สุดควรพาลูกไปพบทันตแพทย์ตั้งแต่เด็ก ๆ และอย่าขู่เด็กให้กลัวการตรวจฟัน เพราะจะทำให้เด็กฝังใจจนไม่อยากไปพบทันตแพทย์ในครั้งต่อไป และทำให้เกิดการกลัวที่จะเข้ารับการรักษา รวมทั้งเลือกยาสีฟันสำหรับเด็กที่ไม่มีฟลูออไรด์ เพราะถึงแม้ลูกจะบ้วนปากได้ แต่เวลาแปรงฟันอาจจะเผลอกลืนยาสีฟันลงไป

ซึ่งการกลืนฟลูออไรด์ลงไปในเด็กเล็กอาจทำให้ฟันตกกระ หรือเป็นรอยด่าง ทำให้เกิดปัญหาตามมาได้ ทั้งนี้หากพ่อแม่ผู้ปกครองท่านใด สนใจให้บุตรหลานของท่านเข้ารับการตรวจสุขภาพช่องปากและฟัน รวมไปถึงเข้ารับการรักษาทางด้านทันตกรรมอื่น ๆ สามารถขอรับคำแนะนำจากทางคลินิกได้ ทางเรายินดีให้คำปรึกษาและช่วยส่งเสริมสุขภาพช่องปากและฟันของลูกน้อยให้เติบโตไปมีคุณภาพชีวิตที่ดีและสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุข และมั่นใจได้

9
การหาอาชีพเสริมด้วยการขายอาหาร งานเสริมสุดชาญฉลาดสำหรับพนักงานออฟฟิศ

ในโลกยุคปัจจุบันที่ทุกอย่างหมุนไปอย่างรวดเร็ว พนักงานออฟฟิศหลายคนกำลังมองหาวิธีเพิ่มรายได้ให้มากกว่าเงินเดือน ค่าครองชีพที่สูงขึ้นและความต้องการความมั่นคงทางการเงินเป็นแรงกระตุ้นให้พนักงานมองหางานเสริมที่ทั้งสนุกและทำกำไร การขายอาหารเป็นงานพาร์ทไทม์ซึ่งไม่เพียงแต่จะสร้างรายได้เสริมเท่านั้น แต่ยังสามารถเปลี่ยนความหลงใหลในการทำอาหารให้กลายเป็นโอกาสที่คุ้มค่าได้อีกด้วย

ในฐานะพนักงานประจำที่มีงานหลักอยู่แล้ว การขายอาหารเพื่อหารายได้เสริมเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะเป็นสิ่งที่สามารถเริ่มต้นได้ง่ายและมีความยืดหยุ่นสูง อย่างไรก็ตาม คุณจะต้องจัดสรรเวลาให้ดี รวมถึงวางแผนให้รอบคอบ เพื่อให้การทำธุรกิจเสริมไม่กระทบกับงานประจำ

ทำไมการขายอาหารจึงเป็นงานเสริมที่ดี
อุปสรรคในการเข้าต่ำ – การเริ่มต้นธุรกิจอาหารขนาดเล็กมักต้องใช้เงินทุนน้อยกว่าเมื่อเทียบกับธุรกิจอื่นๆ คุณสามารถเริ่มต้นด้วยเมนูง่ายๆ แล้วค่อยๆ ขยายธุรกิจไปเรื่อยๆ
ความต้องการสูง – อาหารเป็นสิ่งจำเป็น ทุกคนกิน ซึ่งหมายความว่าจะมีลูกค้าเป้าหมายอยู่เสมอ
ความยืดหยุ่น – การขายอาหารสามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับตารางเวลาของคุณได้ คุณสามารถเตรียมอาหารก่อนหรือหลังเลิกงาน หรือแม้แต่ขายในช่วงสุดสัปดาห์ก็ได้
ขับเคลื่อนด้วยความรัก – สำหรับคนที่รักการทำอาหาร การทำอาหารไม่ได้หมายถึงแค่เงินเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการแบ่งปันความอร่อยให้กับผู้อื่นด้วย

ข้อดีของการขายอาหารเป็นรายได้เสริม
มีฐานลูกค้าชัดเจน: เริ่มต้นจากเพื่อนร่วมงานในออฟฟิศ หรือคนในคอนโดมิเนียมเดียวกัน ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่อยู่ใกล้ตัวและเข้าถึงง่าย
ใช้เวลานอกเวลางาน: คุณสามารถทำได้ในช่วงเย็นหลังเลิกงาน หรือวันหยุดสุดสัปดาห์
เป็นงานที่ทำจากความชอบ: หากคุณชอบทำอาหารเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การขายอาหารจะช่วยให้คุณสนุกไปกับงาน และไม่รู้สึกเหนื่อยหรือเบื่อ

ไอเดียปฏิบัติสำหรับพนักงานออฟฟิศ
กล่องอาหารกลางวันทำเอง – พนักงานออฟฟิศหลายคนชอบอาหารที่ดีต่อสุขภาพและราคาไม่แพง การเตรียมกล่องอาหารกลางวันแบบเบนโตะหรือข้าวแบบไทยๆ สามารถดึงดูดลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง
ของว่างและของหวาน – คุกกี้ เค้ก น้ำผลไม้ หรือของว่างแบบดั้งเดิมสามารถขายได้ง่ายเมื่อขายเป็นจำนวนน้อย
สูตรอาหารพิเศษ – หากคุณมีสูตรอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ เช่น ซอสเผ็ด ผลิตภัณฑ์ดอง หรือเครื่องดื่มทำเอง สิ่งนี้สามารถสร้างความแตกต่างให้กับธุรกิจของคุณได้
แผงขายของในตลาดนัดสุดสัปดาห์ – การเข้าร่วมตลาดอาหารท้องถิ่นหรืองานแสดงสินค้าชุมชนทำให้คุณสามารถทดลองผลิตภัณฑ์และได้รับลูกค้าประจำ

เคล็ดลับสู่ความสำเร็จ
เริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ – เน้นที่รายการอาหารหนึ่งหรือสองรายการก่อน ซึ่งจะช่วยควบคุมต้นทุนและรักษาคุณภาพ
โปรโมตออนไลน์ – ใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook, Instagram หรือ TikTok เพื่อแสดงอาหารของคุณและเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น
รับฟังคำติชม – ความคิดเห็นของลูกค้าสามารถช่วยคุณปรับเปลี่ยนสูตรอาหาร บรรจุภัณฑ์ และราคาได้
การจัดการเวลา – สร้างสมดุลระหว่างงานประจำและงานเสริมด้วยการวางแผนตารางการทำอาหารและการจัดส่งอย่างมีประสิทธิภาพ
ความปลอดภัยและคุณภาพของอาหาร – รักษาความสะอาดและความสม่ำเสมออยู่เสมอเพื่อสร้างความไว้วางใจและส่งเสริมการซื้อซ้ำ

ข้อควรระวัง
อย่าให้กระทบงานหลัก: ธุรกิจเสริมควรเป็นรายได้เสริมอย่างแท้จริง และไม่ควรทำให้คุณเหนื่อยล้าจนประสิทธิภาพการทำงานลดลง
รักษาคุณภาพอาหาร: อาหารต้องอร่อยและสะอาดเสมอ เพราะปากต่อปากคือการตลาดที่ดีที่สุด
เริ่มต้นจากขนาดเล็ก: ไม่ต้องลงทุนมากในตอนแรก เริ่มต้นจากเมนูที่คุณถนัดที่สุดและลูกค้ากลุ่มเล็ก ๆ ก่อน จากนั้นค่อย ๆ ขยายธุรกิจในอนาคต
การขายอาหารเป็นงานที่ต้องใช้ความอดทนและความทุ่มเทพอสมควร แต่หากคุณรักในการทำอาหารและมีการวางแผนที่ดี ธุรกิจนี้ก็สามารถเป็นอีกหนึ่งแหล่งรายได้ที่ช่วยให้คุณมีชีวิตที่ดีขึ้นได้

ประโยชน์ที่เหนือกว่าเงิน
แม้ว่าแรงจูงใจหลักอาจมาจากเรื่องเงิน แต่การขายอาหารก็มีข้อดีอื่นๆ เช่นกัน การขายอาหารให้ความรู้สึกสำเร็จ ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ และเปิดโอกาสให้พนักงานออฟฟิศได้พัฒนาทักษะการเป็นผู้ประกอบการ เมื่อเวลาผ่านไป ธุรกิจเสริมขนาดเล็กก็สามารถพัฒนาเป็นอาชีพเต็มเวลาได้

การขายอาหารเป็นอาชีพเสริมเป็นหนึ่งในวิธีที่ทำได้จริงและยั่งยืนที่สุดสำหรับพนักงานออฟฟิศในการหารายได้เสริมด้วยแนวคิดที่ถูกต้อง การวางแผนอย่างชาญฉลาด และความพยายามอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่เริ่มต้นจากโปรเจกต์เล็กๆ นอกเวลาอาจเติบโตเป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จได้

10
ทำอาชีพเสริม ขายอาหารแกงเทโพหมูสามชั้น แกงไทยรสชาติกลมกล่อมหอมอร่อยอย่างลงตัว

แกงเทโพอาหารจานหนึ่งที่ผสมผสานรสชาติอันเข้มข้น กลิ่นหอมของสมุนไพรและรสชาติครีมมี่อย่างลงตัว แกงเทโพเป็นแกงแบบดั้งเดิมที่ทำจากหมูสามชั้น ผักบุ้ง และพริกแกงแดงรสเข้มข้นเคี่ยวในกะทิ ถึงแม้แกงเทโพจะไม่โด่งดังระดับโลกเท่าแกงเขียวหวานหรือต้มยำ แต่แกงเทโพก็เป็นอัญมณีล้ำค่าที่ซ่อนเร้นของอาหารไทยพื้นบ้านที่ควรค่าแก่การยกย่อง

แกงเทโพหมูสามชั้น เป็นแกงไทยที่มีรสชาติเข้มข้น หวานอมเปรี้ยว เค็มกำลังดี มีส่วนผสมหลักคือ ผักบุ้งไทยที่กินกับแกงได้ดีเยี่ยม และหมูสามชั้นที่ให้ความนุ่มชุ่มฉ่ำ รสชาติโดดเด่นของแกงเทโพมาจากน้ำปรุงรสที่ใช้มะขามเปียกและน้ำตาลปี๊บเป็นหลัก ผสานกับน้ำพริกแกงที่เผ็ดร้อนจากพริกแกงเผ็ด และความหอมมันจากกะทิสด ทำให้แกงเทโพเป็นอีกหนึ่งเมนูแกงไทยที่ได้รับความนิยมอย่างมาก

แกงเทโพ คืออะไร?
แกงเทโพเป็นแกงแดงชนิดหนึ่งที่มีต้นกำเนิดในภาคกลางของประเทศไทย แตกต่างจากแกงแดงทั่วไป แกงเทโพมีรสชาติที่สมดุลเป็นพิเศษ ทั้งเผ็ด เค็ม และเปรี้ยวเล็กน้อย เติมน้ำมะขามเปียกลงไป จุดเด่นของแกงเทโพคือเนื้อหมูสามชั้นที่เคี่ยวในกะทิจนนุ่มและหอมอร่อย การใช้ผักบุ้งช่วยเพิ่มความสดชื่น ขณะที่ใบมะกรูดให้กลิ่นหอมของส้มและมะนาว

ส่วนผสมหลัก
จิตวิญญาณของแก่งเทโปอยู่ที่วัตถุดิบที่คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน:
หมูสามชั้น – เนื้อหมูนุ่มละลายในปาก
เครื่องแกงแดง – ส่วนผสมของพริก กระเทียม ตะไคร้ ข่า และสมุนไพรไทยอื่นๆ
กะทิ – เพิ่มความครีมมี่และช่วยปรับสมดุลความเผ็ดร้อนจากพริกแกง
น้ำมะขาม – ให้รสเปรี้ยวเล็กน้อยที่ช่วยเพิ่มรสชาติโดยรวม
น้ำปลาและน้ำตาลปี๊บ – เพื่อความสมดุลของรสเค็มและรสหวาน
ผักบุ้ง – ให้ความสดชื่นและกรุบกรอบ
ใบมะกรูด – กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของไทย

โปรไฟล์รสชาติ
สิ่งที่ทำให้แกงเทโพมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือรสชาติที่กลมกล่อมหมูสามชั้นติดมันช่วยขับรสชาติเข้มข้นของแกงออกมา เสริมรสชาติด้วยรสขมอ่อนๆ และความกรุบกรอบของผักโขม น้ำมะขามเปียกให้รสเปรี้ยวอ่อนๆ ที่ช่วยตัดความมันส่วนเกิน ทำให้แกงเทโพมีรสชาติกลมกล่อมและอร่อยลงตัว

วิธีการเสิร์ฟแบบดั้งเดิม
แกงเทโพมักรับประทานคู่กับข้าวหอมมะลินึ่ง ซึ่งจะช่วยดูดซับรสชาติของซอสแกงกะหรี่ได้อย่างลงตัว บางบ้านยังเสิร์ฟคู่กับผักสดเพื่อตัดกับรสชาติเข้มข้นของหมูสามชั้นอีกด้วย

ทำไมคุณควรลองแกงเทโพ
เป็นอาหารคลาสสิกที่คุ้นเคยในครัวเรือนของคนไทย
มีรสชาติที่ผสมผสานกันเป็นเอกลักษณ์เมื่อเทียบกับแกงไทยอื่นๆ
เน้นการใช้มะขามซึ่งเป็นส่วนผสมที่มักมองข้ามในแกงไทย
เป็นเมนูที่สะท้อนถึงแก่นแท้ของอาหารไทยที่ผสมผสานรสชาติได้อย่างลงตัว

เคล็ดลับการทำ:
ผัดพริกแกง: ผัดน้ำพริกแกงกับหัวกะทิให้หอมแตกมัน เพื่อเพิ่มความหอมและรสชาติของพริกแกง
เคี่ยวหมู: ใส่หมูสามชั้นลงไปเคี่ยวในน้ำกะทิจนเปื่อยนุ่ม จะทำให้หมูมีรสชาติและนุ่มอร่อย
ใส่ผัก: ใส่ผักบุ้งลงไปในขั้นตอนสุดท้าย เพื่อไม่ให้ผักนิ่มจนเกินไป

หากคุณเป็นแฟนพันธุ์แท้แกงไทย แต่อยากลิ้มลองรสชาติที่มากกว่าแกงเขียวหวานและแกงแดงทั่วไปแกงเทโพหมูสามชั้นคือเมนูที่ต้องลอง รสชาติเข้มข้น เผ็ดร้อน เปรี้ยวเล็กน้อย และหอมกลิ่น ทำให้แกงเทโพเป็นเมนูที่เข้าถึงหัวใจของอาหารไทยดั้งเดิม ไม่ว่าคุณจะปรุงเองที่บ้านหรือรับประทานที่ร้านอาหารไทย แกงเทโพนี้จะต้องประทับใจคุณอย่างแน่นอน

11
Dseelin มีสารอาหารครบ 5 หมู่ และมีโปรตีนสูง สามารถใช้ได้กับบุคคลทั่วไปที่ไม่มีมีโรคประจำตัว สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวต้องนำสูตรไปปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยของสุขภาพของท่าน

ใครทาน D.seelin ได้บ้าง
 ผู้สูงอายุ
 ผู้ป่วยที่ให้อาหารทางสายให้อาหาร
 ผู้มีปัญหาการเคี้ยว เช่น ทำศัลยกรรม
 เด็กที่มีอายุ 6 เดือนขึ้นไป

อาหารปั่นผสมพร้อมทาน D.seelin
1 ซองให้คุณค่าทางโภชนาการเทียบเท่าอาหาร 1 มื้อ
 โปรตีนสูงจากเนื้ออกไก่
 วัตถุดิบสดมีคุณภาพ
 สารอาหารครบถ้วน 5 หมู่

ข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร : มีไข่ มีผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง
การเก็บรักษา : สามารถเก็บไว้โดยไม่ต้องแช่เย็นควรเก็บในสภาวะแห้งและเย็น

วิธีการรับประทาน มีทั้งหมด 3 วิธี
1.ฉีกซองทานได้ทันที
2.แช่ซองในน้ำอุ่น อุณหภูมิ 90-100 C เวลา 1-2 นาที
3.อุ่นด้วยไมโครเวฟ ความร้อน 800 วัตต์ ( 1 นาที ) / 1300 วัตต์ ( 0.45 ) นาที

*บรรจุภัณฑ์นี้ไม่สามารถนำเข้าไมโครเวฟได้ ต้องเทใส่ภาชนะก่อนนำมาอุ่นในไมโครเวฟ*

ข้อแนะนำในการใช้
- เขย่าถุงอาหารให้เป็นเนื้อเดียวกันก่อนรับประทาน
- หลังเปิดซองควรรับประทานให้หมดในครั้งเดียว
- อาจมีการตกตะกอน เนื่องจากมีส่วนประกอบจากธรรมชาติ

อายุของอาหารเก็บได้ 1 ปี
ขนาดบรรจุ 300 กรัม
เลข ( อย ) : 10-1-01554-5-0127

1 ซอง ราคา 95บาท (ชดเชยอาหารครบถ้วนใน 1มื้อ)
6 ซอง ราคา 570 บาท
28 ซอง ราคา 2,660 บาท

 ช่องทางการสั่งซื้อ
 Inbox page : https://web.facebook.com/dseelin
 Line : @dseelin / https://lin.ee/gOiFMa4
 เบอร์ : 085-676-2222
 พิกัด : https://shopee.co.th/dseelin_official


12
คอร์สหมูฉ่ำนัว หมูคั่วสูตรลับ "จับเงินแสน" 💰

เปลี่ยนครัวที่บ้านให้ทำเงินได้ง่าย! ด้วยสูตรลับ 10 ปี ที่หากินไม่ได้ตามท้องตลาด!
คุณเบื่อไหม? กับการทำอาหารยุ่งยาก เสียเวลา แต่ขายไม่ดี ไม่มีกำไร❌
มาเปลี่ยนวิธีคิดและการลงมือทำที่ง่ายๆเริ่มได้เลย!  ด้วยสูตรหมูคั่วที่ “ครูแมกซ์” คิดค้นและทำเงินมานานกว่า 10 ปี!

🔥 ทำไมคอร์สนี้ถึงต่างจากที่อื่น?
✅ เครื่องปรุงน้อย ต้นทุนต่ำ กำไรสูง
✅ ไม่ต้องหมักข้ามคืน ประหยัดเวลา
✅ คลุกปุ๊บ! ทอดปั๊บ! ขายได้ทันที
✅ รสชาติเด็ด ยิ่งกินยิ่งนัว หากินยากตามท้องตลาด

💎 เทคนิคพิเศษที่คุณจะได้เรียนรู้:
👨‍🍳 วิธีเลือกเนื้อหมูคุณภาพ และหั่นให้นุ่ม ไม่เหนียว ไม่เคี้ยวยาก ไม่แห้งคอ
🍖 เทคนิคการคั่วหมูให้ได้สีคาราเมล ฉ่ำเยิ้ม น่ากิน ในเวลาเพียงนิดเดียว!
📦 กลเม็ดเลือก packaging ที่ช่วยอัพราคาขายได้ทันที!! แบบไม่เหนื่อยทำเพิ่ม

👑 เหมาะสำหรับคนที่:
มีเวลาน้อย แต่อยากมีรายได้เสริม
ไม่ชอบความยุ่งยาก อยากทำง่าย ขายคล่อง
ไม่เก่งทำอาหาร แต่อยากสร้างรายได้จากครัวที่บ้าน

🔴 โอกาสการสร้างรายได้จากอาหารง่ายๆมาถึงแล้ว!
#แม้ทำอาหารไม่เป็นก็ทำขายได้
สมัครวันนี้ รับราคาพิเศษที่สุดทันที!!
จากปกติ 1,999 บาท เหลือเพียง 499 บาท เท่านั้น!

สนใจติดต่อสอบถามข้อมูล
ไลน์ ID  :  @krumax
Page FB : https://web.facebook.com/profile.php?id=61569480015186
เว็บไซด์ : https://krumax.net/krumaxcourse/
เบอร์โทร : 081-413-4479


13
ซอสโบโลเนสเนื้อ SN Food: ซอสโบโลเนสเนื้อ อร่อยฟินกันยกครัว! มื้อพาสต้าฉ่ำซอสมัดใจทุกคนในบ้าน

ยามถึงวันหยุดสุดสัปดาห์หรือมื้อเย็นประจำครอบครัว วันที่คุณแม่หรือคนเข้าครัวคิดไม่ออกว่าจะทำอะไรทานดี? โจทย์ใหญ่มักจะเป็นเมนูที่ "ทำง่าย อร่อย เข้มข้น และถูกปากทุกคนในบ้าน" ตั้งแต่เด็กๆ ไปจนถึงผู้ใหญ่... และเมนูหมัดเด็ดที่ตอบโจทย์นี้ได้ 100% คงหนีไม่พ้น "พาสต้าซอสโบโลเนสเนื้อ (Beef Bolognese)" แน่นอนค่ะ!

พาสต้าซอสมะเขือเทศฉ่ำๆ ที่เคี่ยวจนงวดพร้อมเนื้อวัวบดหอมๆ ถือเป็นเมนูโปรดของเด็กๆ อยู่แล้ว และเมื่อมีความหอมนวลกลมกล่อม รสชาติอมเปรี้ยวอมหวานจากผักธรรมชาติ ก็ยิ่งทำให้เป็นเมนูจานเดี่ยวที่ทานเพลิน ย่อยง่าย และสร้างรอยยิ้มบนโต๊ะอาหารได้เสมอ วันนี้เลยขอมาแชร์เคล็ดลับการเคี่ยว "ซอสโบโลเนสเนื้อ" ให้อร่อยเข้มข้น ฉ่ำซอส มัดใจฟินกันยกครัวมาฝากทุกคนกันค่ะ

🥩 4 ขั้นตอนเคี่ยว "ซอสโบโลเนสเนื้อ" ให้หอมนัว ถูกปากทุกคนในบ้าน

การเคี่ยวซอสโบโลเนสเนื้อให้อร่อยกลมกล่อม ไม่เหนียว ไม่เลี่ยน และเนื้อสัมผัสนุ่มฉ่ำ มีทริกประจำครัวที่ทำตามได้ง่ายมากดังนี้ค่ะ:


1. เลือกเนื้อวัวบดที่มีมันแทรกพอเหมาะ:
แนะนำให้ใช้เนื้อวัวบดส่วนสันคอ (Chuck) หรือผสมเนื้อวัวบดไร้มันเข้ากับส่วนที่มีไขมันเล็กน้อย (สัดส่วนประมาณ 80/20) เพราะไขมันธรรมชาติจากเนื้อวัวจะละลายออกมาผสานกับน้ำซอส ทำให้เนื้อสัมผัสนุ่มฉ่ำ ไม่แห้งกระด้าง และช่วยให้น้ำซอสนัวเข้มข้นโดยไม่ต้องใส่เนยเยอะเลยค่ะ


2. แอบใส่ผักสามเกลอฝรั่ง (Mirepoix) เพิ่มความหวานธรรมชาติ:
สับ หอมหัวใหญ่ แครอท และเซเลอรี (ขึ้นฉ่ายฝรั่ง) เป็นชิ้นเล็กๆ นำลงไปผัดกับน้ำมันมะกอกด้วยไฟอ่อนจนผักสุกใสนุ่ม ความหวานธรรมชาติจากผักจะละลายออกมาผสานกับน้ำซอส เทคนิคนี้ดีมากๆ สำหรับบ้านที่มีเด็กๆ ไม่ชอบทานผัก เพราะผักจะเปื่อยเคี่ยวเนียนไปกับซอสจนเด็กๆ ทานได้เพลินโดยไม่รู้ตัวเลย!


3. ใช้มะเขือเทศแท้ เพิ่มความเปรี้ยวหวานกลมกล่อม:
ใส่ มะเขือเทศเพสท์ (Tomato Paste) ลงไปผัดกับเนื้อวัวบดให้ส่งกลิ่นหอม จากนั้นตามด้วย มะเขือเทศสับสุก (Canned / Fresh Tomatoes) และน้ำสต๊อกวัวหรือน้ำสะอาด รสอมเปรี้ยวอมหวานตามธรรมชาติของมะเขือเทศจะซึมลึกเข้าเนื้อวัวบด ทำให้น้ำซอสองวดข้น สีสันสวยงามน่าทานสุดๆ


4. สมุนไพรอโรม่า หอมนวลละมุนลิ้น:
ใส่ ใบกระวาน (Bay Leaf), ออริกาโน, และไทม์ ลงไป จากนั้นเบาไฟลงเป็นไฟอ่อนที่สุด ปิดฝาเคี่ยวทิ้งไว้ประมาณ 25 - 30 นาที กลิ่นหอมนวลๆ ของสมุนไพรฝรั่งจะช่วยดับกลิ่นคาว ชูรสชาติเนื้อวัวให้อร่อยกลมกล่อม ไม่เผ็ด ไม่โดด ทานง่ายถูกใจคนทั้งบ้านค่ะ


🍝 จับคู่จัดเสิร์ฟ... อร่อยฟินหลากหลายสไตล์!
เมื่อซอสโบโลเนสเนื้อเคี่ยวจนงวดข้นฉ่ำได้ที่ กลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วบ้าน ก็พร้อมจัดเสิร์ฟเติมความฟินให้ทุกคนในครอบครัว:

ตักราดบนเส้นสปาเก็ตตี้ร้อนๆ: นำเส้นสปาเก็ตตี้ที่ต้มสุกกำลังดี ราดซอสโบโลเนสเนื้อฉ่ำๆ ไว้ด้านบน โรยพาร์สลีย์สับสด และขูดพาร์เมซานชีส (Parmesan Cheese) หอมๆ มันๆ ลงไป เด็กๆ กรี๊ดแน่นอนค่ะ!

คลุกเคล้าเส้นพาสต้าทรงสั้น (Penne / Fusilli): สำหรับเด็กเล็กในบ้าน แนะนำให้ใช้เส้นพาสต้าเกลียวหรือพาสต้าหลอดสั้น ตักทานง่าย ซอสโบโลเนสเนื้อจะเข้าไปเกาะตามร่องเส้น อร่อยเข้มข้นทุกคำ

ทานคู่ขนมปังกระเทียมอบกรอบ: นำขนมปังกระเทียมอบกรอบนอกนุ่มใน มาปาดตักซอสโบโลเนสเนื้อฉ่ำๆ เป็นเมนูทานเล่นเคียงคู่กันที่อร่อยเพลินจนหมดจานไม่รู้ตัว

💬 สรุปส่งท้าย
"ซอสโบโลเนสเนื้อ อร่อยฟินกันยกครัว" ถือเป็นเมนูจานเดี่ยวประจำบ้านที่ทำง่าย ได้ประโยชน์ครบครันทั้งโปรตีนเน้นๆ วิตามิน และคาร์โบไฮเดรต แถมยังเป็นเมนูที่เคี่ยวหม้อใหญ่ๆ แบ่งใส่กล่องแช่ฟรีซไว้ อุ่นทานในวันเร่งด่วนได้สะดวกสบายมากๆ ค่ะ!

14
บริหารจัดการอาคาร: วิธีใช้แอร์ที่มักถูกเข้าใจผิด ทำค่าไฟพุ่งกระฉูด

อากาศที่ร้อนอบอ้าวในช่วงหน้าร้อนของประเทศไทย เป็นรอะไรที่แบบทรมานมาก สำหรับใครหลายคนที่ไม่ได้ทำงานในห้องแอร์ หรือบ้านที่ไม่มแอร์คอยช่วยทำให้อากาศเย็น ยิ่งเปิดแอร์บ่อยเท่าไหร่ แอร์ยิ่งทำงานหนัก ทำให้หลายคนต้องเจอค่าไฟฟ้าที่พุ่งกระฉูด แต่จะให้ปิดแอร์ก็ไม่ไหว อยู่ไม่ได้อีก แต่ก็ยังมีวิธีที่จะทำให้ประหยัดค่าไฟได้เพิ่มขึ้น แม้ต้องเปิดแอร์ตลอดทั้งวันทั้งคืน ซึ่งเคล็ดลับดังกล่าวทางของเราเคยแนะนำไปเมื่อครั้งที่แล้ว นอกจากนี้ เราจะมีเคล็ดลับการประหยัดค่าไฟแล้ว

หากเราลองทำตามขั้นตอนหรือวิธีที่เราแนะนำไปแล้วค่าไฟยังสูงอยู่ คุณอาจจะใช้งานแอร์ที่ผิดวิธี เชื่อว่า หลายคนยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการใช้งานแอร์อยู่ ซึ่งนี่ก็อาจจะเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ค่าไฟพุ่งโดยที่เราไม่รู้ตัว ดังนั้น วันนี้เราจะมาพูดถึงวิธีการใช้แอร์ที่มักจะถูกเข้าใจผิด ซึ่งทำให้อายุการใช้งานของแอร์ลดลง แถมทำให้แอร์ทำงานหนักมากยิ่งขึ้น และยังส่งผลให้ค่าไฟพุ่งกระฉุดอีกด้วย เพื่อเป็นแนวทางให้กับหลายคนที่อาจจะเข้าใจผิด ได้กลับมาใช้งานแอร์ได้อย่างถูกวิธี เพื่อประหยัดค่าไฟให้ถูกลง และยืดอายุการใช้งานของแอร์ของคุณอีกด้วย

อย่างแรกเลยก็คือ การใช้เครื่องเก่าไม่ยอมเปลี่ยน เชื่อหลายๆบ้าน ยังใช้แอร์เก่า ๆ ไม่ยอมเปลี่ยน เพราะเห็นว่ายังใช้ได้อยู่ ซึ่งจริง ๆ แล้วแม้ตัวเครื่องภายนอกจะยังดูดี แต่ระบบภายในก็เสื่อมไปตามระยะเวลาในการใช้งาน โดยเฉพาะแอร์เก่า ๆ ที่ใช้งานมานานเกิน 15 ปี ซึ่งนอกจากจะต้องเสียค่าซ่อมบำรุงแพงแล้ว ยิ่งใช้ยิ่งกินไฟอีกต่างหาก ดังนั้น แทนที่จะช่วยประหยัดอาจต้องจ่ายมากกว่าการซื้อเครื่องใหม่ ซึ่งเครื่องปรับอากาศในตอนนี้ก็มีทั้งการพัฒนาระบบที่ช่วยประหยัดไฟได้มากกว่าแถมยังมีฟังก์ชันเสริมต่าง ๆ ที่ตอบโจทย์การใช้งานของเรามากขึ้นด้วย หากเรายังฝืนดันทุรังใช้งานแอร์เก่าๆ แน่นอนว่า ค่าใช้จ่ายบานปลายแน่ๆ ข้อต่อมาคือ หลายคนคิดว่า  ยิ่งค่า BTU สูงยิ่งดี ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิดมากๆ

นอกจากนี้ บางคนอาจจะยังเข้าใจผิดคิดว่ายิ่งค่า BTU เยอะยิ่งทำให้บ้านเย็น ซึ่งจริง ๆ แล้วหากเลือกเครื่องปรับอากาศที่มีค่า BTU สูงเกินความจำเป็นก็จะทำให้คอมเพรสเซอร์ตัดบ่อย แต่ถ้าเครื่องปรับอากาศมีค่า BTU ต่ำเกินไปก็จะทำเครื่องทำงานหนักและกินไฟมาก เพราะฉะนั้น ควรเลือกเครื่องปรับอากาศที่มีค่า BTU เหมาะสมกับขนาดของห้อง โดยคำนวนจากสูตรพื้นที่ห้อง (กว้างxยาว) x ค่า Cooling Load Estimation = ค่า BTU ที่เหมาะสม ซึ่งการประเมินค่า Cooling Load Estimation ที่เหมาะสมกับแต่ละห้อง ตัวอย่างเช่น ห้องนอน 700-750 BTU/ตารางเมตร, ห้องนั่งเล่น 750-850 BTU/ตารางเมตร, ห้องรับประทานอาหาร 800-950 BTU/ตารางเมตร, ห้องครัว 900-1000 BTU/ตารางเมตร, ห้องทำงาน 800-900 BTU/ตารางเมตร และห้องประชุม 850-1000 BTU/ตารางเมตร โดยสูตรคำนวณนี้ ค่า BTU เหมาะสำหรับห้องที่มีเพดานไม่เกิน 3 เมตร หากเป็นห้องที่มีความสูงมากกว่าและมีปัจจัยอื่น ๆ เช่น ตำแหน่งของห้อง ทิศทางของแดด เครื่องใช้ไฟฟ้า และจำนวนผู้อาศัย จะต้องบวกค่า BTU เพิ่มขึ้นด้วย ต่อมาในเรื่องของตำแหน่งการติดตั้งแอร์ก็มีความสำคัญ เพราะหากติดตั้งในตำแหน่งที่เหมาะสม

ก็ช่วยให้แอร์ไม่ต้องทำงานหนักและประหยัดค่าไฟได้อีกทางหนึ่ง โดยพื้นที่ที่ติดตั้งแอร์ควรเป็นพื้นที่โล่ง ไม่มีสิ่งของบังทางลม พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงบริเวณที่เป็นมุมอับ การติดตั้งแอร์บนผนังบ้านที่รับแสงแดดจัดหรือทิศตะวันตกเพราะจะทำให้เครื่องทำงานหนัก รวมถึงไม่ติดตั้งแอร์บริเวณใกล้กับประตูหรือหน้าต่าง เนื่องจากจะทำให้ความร้อนภายนอกไหลเข้ามาแทนที่อากาศภายในได้ง่าย

นอกจากนี้ สิ่งที่หลายคนยังเข้าใจผิดก็คือ การเปิดแอร์พร้อมพัดลมทำให้เปลืองไฟ ซึ่งจริง ๆ แล้วเปิดแอร์ให้ประหยัดไฟควรเปิดพัดลมควบคู่กับการเปิดแอร์ไปด้วย จะทำให้ห้องเย็นขึ้นและช่วยประหยัดไฟได้ และอีกข้อหนึ่งก็คือ หลายคนเชื่อว่า เปิดแอร์อุณหภูมิต่ำจะช่วยให้ห้องเย็นเร็วขึ้น หลายคนคงเคยปรับแอร์ให้มีอุณหภูมิต่ำเพราะอยากให้ห้องเย็นเร็วขึ้น ซึ่งจริง ๆ แล้วทำให้สิ้นเปลืองพลังงานโดยใช่เหตุ เพราะไม่ว่าตั้งให้อุณหภูมิต่ำสักแค่ไหน ก็ใช้เวลาในการทำความเย็นพอ ๆ กันกับการตั้งอุณหภูมิปกติอยู่ดี ทางที่ดีถ้าหากอยากให้ห้องเย็นเร็วขึ้น ให้เร่งความเร็วพัดลมแอร์จะช่วยได้ดีกว่านั่นเอง หากทราบแล้วว่า พฤติกรรมเหล่านี้ ไม่ได้ช่วยทำให้ประหยัดค่าไฟ ก็ควรรีบปรับปรุงการใช้แอร์ด่วน เพื่อที่จะได้ประหยัดค่าไฟและยืดอายุการใช้งานของแอร์ให้นานยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม หากคุณอยากที่จะตรวจสอบหรือเช็คระบบแอร์ สามารถขอรายละเอียดได้จากทางเรามีบริการดูแลระบบปรับอากาศและหมุนเวียนอากาศภายในอาคาร ระบบปรับอากาศและหมุนเวียนอากาศเป็นสิ่งจำเป็นมาก เพราะนั่นหมายถึงอากาศที่ดีที่เราสูดดมเข้าไป ถ้าหากเรามีระบบเครื่องปรับอากาศที่ไม่สะอาดแล้ว อาจจะทำให้เราเสียสุขภาพไปด้วย เพราะฉะนั้นให้ทางเราได้ดูแลในเรื่องของระบบปรับอากาศของคุณให้มีการใช้งานที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

15
ช่างแอร์อาคาร: ควรล้างแอร์บ่อยแค่ไหนถ้าเปิดทั้งวัน? ไม่ให้เครื่องพัง ค่าไฟไม่พุ่ง

เชื่อว่าหลายๆ บ้านในยุคนี้ ไม่ว่าจะฟรีแลนซ์ คนทำงาน WFH หรือบ้านที่มีเด็กเล็กและสัตว์เลี้ยง การ "เปิดแอร์ยาวๆ แบบ 24 ชั่วโมง" ได้กลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันไปแล้วใช่ไหมคะ? ลมเย็นๆ คือสวรรค์วิมานดิบที่ทำให้เราผ่านพ้นความอบอ้าวไปได้ในแต่ละวัน

แต่สำหรับบ้านที่เปิดแอร์มาราธอน ลากยาวทั้งวันทั้งคืนแบบนี้ เคยสงสัยกันไหมคะว่า "เราควรล้างแอร์บ่อยแค่ไหน?" จะรอ ล้างตามรอบปกติปีละ 1–2 ครั้ง แบบบ้านทั่วไปได้ไหม หรือต้องสะกิดเรียกช่างมาดูแลบ่อยกว่านั้น? วันนี้เราเลยสรุป "ตารางความถี่ในการดูแลและล้างแอร์สำหรับสายเปิดทั้งวัน" ฉบับเข้าใจง่าย ปฏิบัติตามแล้วแอร์ไม่อืด ค่าไฟไม่พุ่ง มาฝากทุกคนกันค่ะ


🧹 1. ถอดล้าง "แผ่นกรองฝุ่น (Filter)" ด้วยตัวเอง: ทำทุก 1 - 2 สัปดาห์

สำหรับบ้านที่เปิดแอร์ตลอด 24 ชั่วโมง แผ่นกรองฝุ่นคือด่านแรกที่ปะทะกับฝุ่นละอองและเส้นผมตลอดเวลา:

ความถี่ที่แนะนำ: ควรถอดออกมาฉีดน้ำล้างทำความสะอาดทุกๆ 1 – 2 สัปดาห์

ทำไมต้องบ่อยขนาดนี้?: เมื่อเปิดแอร์ทั้งวัน ปริมาณฝุ่นจะสะสมบนแผ่นกรองเร็วขึ้นเป็น 2–3 เท่าของบ้านทั่วไป หากปล่อยไว้จนฝุ่นเกาะหนาเป็นแผ่น ลมแอร์จะพัดออกมาไม่ได้ ทำให้คอมเพรสเซอร์ทำงานหนักหนักตลอดเวลา และค่าไฟจะพุ่งขึ้นทันทีโดยไม่รู้ตัวค่ะ!


⚙️ 2. "ล้างแอร์ใหญ่" โดยช่างผู้เชี่ยวชาญ: ทำทุก 3 - 4 เดือน

การล้างแค่แผ่นกรองฝุ่นภายนอกไม่เพียงพอสำหรับแอร์ที่ทำงานหนักตลอดวันแน่นอนค่ะ:

ความถี่ที่แนะนำ: ควรเรียกช่างมาล้างแอร์แบบจัดเต็ม (ล้างคอยล์เย็น คอยล์ร้อน พัดลมกรงกระรอก และท่อน้ำทิ้ง) ทุกๆ 3 – 4 เดือน (ประมาณปีละ 3–4 ครั้ง)

ทำไมต้องล้างถี่กว่าปกติ?: การเปิดแอร์ทั้งวันทำให้เกิด "ความชื้นสะสม" อยู่ภายในตัวเครื่องตลอดเวลา คอยล์เย็นและถาดรองน้ำทิ้งจะกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ชั้นดีของ "วุ้น คราบเมือก และเชื้อรา" หากไม่ล้างตามรอบนี้ น้ำแอร์จะอุดตันจนไหลโจ๊กออกมาหน้าเครื่อง และทำให้แอร์ส่งกลิ่นอับชื้นชวนปวดหัวค่ะ


🐾 3. กรณีพิเศษ! บ้านที่มี "สัตว์เลี้ยง" หรือติดถนนใหญ่: ทำทุก 2 - 3 เดือน

หากบ้านของคุณเป็นสายเปิดแอร์ทั้งวันด้วย แถมยังมีน้องหมา น้องแมว หรือบ้านอยู่ติดฝุ่นถนนใหญ่:

ความถี่ที่แนะนำ: แนะนำให้ล้างแอร์ใหญ่โดยช่างทุกๆ 2 – 3 เดือน

สาเหตุ: ขนสัตว์สั้น-ยาว และฝุ่นควันจากถนน จะถูกดูดเข้าไปละอองจับกับความชื้นในคอยล์เย็นรวดเร็วมาก หากปล่อยไว้เกิน 3 เดือน แอร์จะตันสะสมจนลมแผ่วและกลายเป็นบ่อเกิดของโรคภูมิแพ้ได้ง่ายมากๆ ค่ะ


🛡️ เคล็ดลับเซฟแอร์ & เซฟค่าไฟ สำหรับบ้านที่เปิดทั้งวัน

นอกจากการล้างแอร์ตามความถี่ที่เหมาะสมแล้ว เทคนิคเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้จะช่วยยืดอายุแอร์ที่ต้องทำงานหนักได้อย่างดีเยี่ยมเลยค่ะ:

ตั้งอุณหภูมิ 26 - 27°C คู่พัดลม: การเปิดพัดลมช่วยกระจายความเย็น จะช่วยให้รู้สึกเย็นสบายเท่ากับ 24°C แต่ช่วยลดภาระคอมเพรสเซอร์ที่ต้องหมุนตลอด 24 ชั่วโมงได้มหาศาล

เปิดระบายอากาศวันละ 15 - 30 นาที: ในช่วงที่อากาศไม่ร้อนจัด (เช่น ช่วงเช้าตรู่) ลองปิดแอร์แล้วเปิดประตูหน้าต่างให้อากาศภายนอกถ่ายเท เพื่อไล่ความอับชื้นสะสมในห้องและลดการเกิดเชื้อรา

สังเกตคอยล์ร้อนนอกบ้าน: คอยล์ร้อนที่ตั้งอยู่นอกบ้านต้องไม่ถูกของวางทับหรือมีใบไม้ไปอุดตัน เพื่อให้สามารถระบายความร้อนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพค่ะ


💬 สรุปส่งท้าย
"ควรล้างแอร์บ่อยแค่ไหนถ้าเปิดทั้งวัน?" คำตอบสั้นๆ ที่จำง่ายที่สุดคือ "ล้างฟิลเตอร์เองทุก 1–2 สัปดาห์ และเรียกช่างมาล้างใหญ่ทุก 3–4 เดือน" ค่ะ! การสละเวลาและงบประมาณในการดูแลแอร์อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยแลกมาด้วยอากาศที่บริสุทธิ์สดชื่น แอร์เย็นฉ่ำไร้เสียงกวนใจ ประหยัดค่าไฟ และไม่ต้องเสี่ยงจ่ายเงินก้อนโตซ่อมเครื่องพังก่อนเวลาอันควรค่ะ!

หน้า: [1] 2 3 ... 22