แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - strikerz

หน้า: [1]
1



เมื่อสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กอย่าง PM 2.5 กลับมาวิกฤตอีกครั้ง ความกังวลส่วนใหญ่มักพุ่งไปที่ระบบทางเดินหายใจและโรคปอด ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้เนื่องจากผลกระทบนั้นรุนแรงและชัดเจน อย่างไรก็ตาม อวัยวะอีกส่วนหนึ่งที่เปราะบางและต้องเผชิญหน้ากับมลพิษเหล่านี้โดยตรงอย่างเลี่ยงไม่ได้ก็คือ "ดวงตา" ของเรานั่นเอง การมองข้ามการปกป้องดวงตาในวันที่ค่าฝุ่นพุ่งสูง อาจนำมาซึ่งปัญหาสุขภาพตาที่เรื้อรังและส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว แตกต่างจากปอดที่มีขนจมูกและระบบเมือกช่วยกรองฝุ่นในระดับหนึ่ง ดวงตาของเราเป็นอวัยวะเปิดที่มีเนื้อเยื่ออ่อนและเปียกชื้น เมื่อเราก้าวเท้าออกจากบ้านในวันที่อากาศขุ่นมัว ฝุ่นละอองขนาดจิ๋วที่ลอยอยู่ในอากาศจะสัมผัสกับผิวลูกตาและเยื่อบุตาโดยทันที ฝุ่นเหล่านี้ไม่ได้มีเพียงแค่ดินหรือทราย แต่ยังประกอบไปด้วยโลหะหนัก สารเคมี และมลพิษจากการเผาไหม้ ซึ่งมีฤทธิ์ระคายเคืองสูงและสามารถทำลายฟิล์มน้ำตาที่เคลือบปกป้องดวงตาของเราได้

ผลกระทบที่พบบ่อยที่สุดคือ "อาการตาแห้ง" และ "เยื่อบุตาอักเสบ" ผู้ที่สัมผัสฝุ่นปริมาณมากมักจะมีอาการเคืองตา รู้สึกเหมือนมีเม็ดทรายอยู่ในตา ตาแดง น้ำตาไหล และคันตาอย่างรุนแรง สำหรับผู้ที่มีโรคภูมิแพ้ทางตาอยู่เดิม ฝุ่นเหล่านี้จะเข้าไปกระตุ้นให้อาการกำเริบหนักขึ้น จนอาจเกิดการอักเสบของกระจกตาได้ เราควรไปพบจักษุแพทย์ที่ คลินิก รักษา ตา นอกจากนี้ งานวิจัยในปัจจุบันยังเริ่มชี้ให้เห็นว่าการสัมผัสมลพิษทางอากาศในระยะยาวอาจมีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคจอประสาทตาเสื่อมและต้อกระจก เนื่องจากสารอนุมูลอิสระในฝุ่นที่เข้าไปสะสมและทำลายเซลล์ดวงตา กลุ่มคนที่ควรให้ความสำคัญมากที่สุดคือ ผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์ เพราะตัวเลนส์สามารถกลายเป็นที่สะสมของฝุ่นละออง ทำให้ฝุ่นติดค้างอยู่บนผิวลูกตานานขึ้น เพิ่มโอกาสในการติดเชื้อและเกิดแผลที่กระจกตา นอกจากนี้ เด็กและผู้สูงอายุที่มีระบบภูมิคุ้มกันหรือการผลิตน้ำตาที่ไม่สมบูรณ์ ก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดการระคายเคืองได้ง่ายกว่าคนทั่วไป รวมถึงพนักงานที่ต้องทำงานกลางแจ้ง เช่น พี่วินมอเตอร์ไซค์ หรือตำรวจจราจร ที่ต้องปะทะกับลมและฝุ่นตลอดทั้งวัน การป้องกันที่ดีที่สุดคือการลดการสัมผัส ในวันที่ค่าฝุ่นสูงเกินมาตรฐาน หากจำเป็นต้องออกไปกลางแจ้ง ควรเปลี่ยนจากการใส่คอนแทคเลนส์มาสวมแว่นตาแทน ซึ่งแว่นตาที่มีกรอบใหญ่หรือแว่นกันแดดจะช่วยทำหน้าที่เป็นปราการด่านแรกในการกันลมและฝุ่นได้ระดับหนึ่ง หลังจากกลับเข้าที่ร่ม ควรใช้น้ำตาเทียม (โดยเฉพาะชนิดที่ไม่มีสารกันเสีย) เพื่อช่วยชะล้างฝุ่นละอองออกจากผิวตา และที่สำคัญที่สุดคือ "ห้ามขยี้ตา" เพราะการขยี้ตาในขณะที่มีฝุ่นติดอยู่จะทำให้ฝุ่นเสียดสีกับกระจกตาจนเกิดรอยถลอกหรือแผลได้

2



ในยุคที่การช้อปปิ้งออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน มิจฉาชีพและผู้ผลิตสินค้าผิดกฎหมายได้อาศัยช่องทางนี้ในการกระจาย "สินค้าปลอม" (Counterfeit Goods) เข้าสู่ตลาดอย่างแพร่หลาย สินค้าเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่กระเป๋าแบรนด์เนมหรือเสื้อผ้าแฟชั่นอีกต่อไป แต่ลามไปถึงยา เครื่องสำอาง อะไหล่รถยนต์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งสร้างความเสียหายทั้งทางเศรษฐกิจและอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต สัญญาณเตือนภัยอันดับแรกคือเรื่องราคา หากคุณพบสินค้าที่ปกติมีราคาสูงแต่ถูกนำมาจำหน่ายในราคาที่ลดลงกว่า 70-90% โดยอ้างว่าเป็นของหลุด QC, สินค้านำเข้าไม่เสียภาษี หรือของแถมจากโปรโมชั่น ให้ตั้งสมมติฐานไว้ก่อนว่าอาจเป็นของปลอม มิจฉาชีพมักใช้ "ความโลภ" ของมนุษย์เป็นเหยื่อล่อเพื่อให้เราตัดสินใจซื้ออย่างรวดเร็วโดยไม่ทันยั้งคิด

การเลือกซื้อสินค้าจากแหล่งที่เชื่อถือได้เป็นเกราะป้องกันชั้นดี หากเป็นการซื้อออนไลน์ ควรตรวจสอบว่าร้านค้ามีเครื่องหมายรับรอง (เช่น Mall ในแอปพลิเคชันชื่อดัง) หรือไม่ ตรวจสอบประวัติการขายและรีวิวจากผู้ซื้อจริง สิ่งที่ต้องระวังคือ "รีวิวหน้าม้า" ที่มักจะเป็นข้อความสั้นๆ รูปภาพสวยงามเกินจริง หรือใช้ภาษาที่ดูเหมือนแปลมาจากโปรแกรมแปลภาษา นอกจากนี้ ควรสังเกตชื่อบัญชีธนาคารที่โอนเงิน หากเป็นชื่อบุคคลธรรมดาแทนที่จะเป็นชื่อบริษัทสำหรับสินค้าแบรนด์ใหญ่ ให้เพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ สินค้าปลอมมักตกม้าตายที่การเก็บรายละเอียด บรรจุภัณฑ์อาจมีความผิดเพี้ยนของสี ตัวอักษรสะกดผิด (Typo) หรือการจัดวางโลโก้ที่ไม่สมมาตร สำหรับเครื่องสำอางและน้ำหอม เนื้อสัมผัสและกลิ่นจะมีความแตกต่างจากของจริงอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ สินค้าแบรนด์เนมส่วนใหญ่จะมีรหัสประจำตัว (Serial Number) หรือ QR Code ที่สามารถตรวจสอบกับเว็บไซต์หลักได้ หรือจะเป็น สติ๊กเกอร์ วอยด์ หากพบว่าตัวเลขไม่ตรงหรือสแกนไม่ได้ นั่นคือสัญญาณชัดเจนของสินค้าลอกเลียนแบบ สิ่งที่น่ากลัวกว่าการเสียเงิน คืออันตรายต่อสุขภาพ อย่างเครื่องสำอางและยา มักมีส่วนผสมของสารสกัดที่ไม่ได้มาตรฐาน สารปรอท สเตียรอยด์ หรือสารปนเปื้อนที่ทำให้เกิดอาการแพ้รุนแรงหรือสะสมเป็นสารก่อมะเร็ง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ สายชาร์จหรือแบตเตอรี่ปลอมไม่มีระบบตัดไฟที่ได้มาตรฐาน เสี่ยงต่อการเกิดไฟฟ้าลัดวงจร ไฟไหม้ หรือการระเบิด หากคุณพลาดท่าซื้อสินค้าปลอมมาแล้ว สิ่งแรกที่ควรทำคือหยุดใช้งานทันทีเพื่อความปลอดภัย จากนั้นให้รวบรวมหลักฐานทั้งหมด ตั้งแต่ภาพถ่ายหน้าจอการสั่งซื้อ รายละเอียดผู้ขาย หลักฐานการโอนเงิน และตัวสินค้า เพื่อนำไปแจ้งความดำเนินคดีหรือร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

3

การตั้งครรภ์คือการเดินทางที่ยาวนานกว่า 40 สัปดาห์ ซึ่งเต็มไปด้วยความคาดหวังและความวิตกกังวลสำหรับผู้หญิงหลายคน ความเครียดสะสมของคุณแม่ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อสภาพจิตใจของตนเองเท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบโดยตรงต่อพัฒนาการของทารกในครรภ์ผ่านฮอร์โมนความเครียดอย่างคอร์ติซอล ดังนั้นการหาวิธีผ่อนคลายที่มีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งจำเป็น และหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลคือการ "คืนสู่ธรรมชาติ" เมื่อคุณแม่ก้าวเข้าสู่พื้นที่สีเขียว ไม่ว่าจะเป็นสวนสาธารณะที่เงียบสงบ ป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ หรือชายหาดที่มีเสียงคลื่นกระทบฝั่ง ร่างกายจะเริ่มตอบสนองด้วยการลดระดับการทำงานของระบบประสาทซิมพาเทติก (Sympathetic Nervous System) ที่ควบคุมสภาวะ "สู้หรือหนี" และกระตุ้นระบบประสาทพาราซิมพาเทติกที่ช่วยในการผ่อนคลายแทน การมองเห็นสีเขียวของใบไม้ช่วยลดความเมื่อยล้าทางสายตาและสมอง ขณะที่เสียงของธรรมชาติ เช่น เสียงลมพัดหรือเสียงน้ำไหล ช่วยสร้างคลื่นสมองระดับอัลฟ่าที่ทำให้จิตใจสงบและมีสมาธิมากขึ้น

สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติส่วนใหญ่มักมีอากาศที่บริสุทธิ์และมีระดับออกซิเจนสูงกว่าในเมืองใหญ่ การได้รับออกซิเจนอย่างเต็มที่ช่วยให้การไหลเวียนโลหิตดีขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อการส่งผ่านสารอาหารไปยังทารก นอกจากนี้ สาร "ไฟตอนไซด์" (Phytoncides) ซึ่งเป็นน้ำมันหอมระเหยที่ต้นไม้ปล่อยออกมาเพื่อป้องกันแมลง ยังมีคุณสมบัติช่วยลดความดันโลหิตและเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกายคุณแม่ ความเหนื่อยล้าจากการเดินสูดอากาศสดชื่นเบาๆ ท่ามกลางแมกไม้ ยังช่วยแก้ปัญหาการนอนไม่หลับที่มักเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสที่สองและสาม ทำให้คุณแม่พักผ่อนได้ลึกและยาวนานขึ้น ในสภาวะที่สิ่งแวดล้อมรอบตัวเงียบสงบและไร้ซึ่งสิ่งรบกวนจากโลกดิจิทัล คุณแม่จะมีโอกาสได้รับรู้ถึงการเคลื่อนไหวของลูกน้อยได้ชัดเจนยิ่งขึ้น การเดินช้าๆ ท่ามกลางธรรมชาติช่วยให้คุณแม่ได้ฝึกสติ (Mindfulness) อยู่กับปัจจุบัน ลดการตีโพยตีพายถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ความรู้สึกที่ปลอดภัยและผ่อนคลายนี้จะส่งผ่านไปยังทารกผ่านสารแห่งความสุขอย่างเอ็นดอร์ฟิน (Endorphin) และโดปามีน (Dopamine) ทำให้ทารกในครรภ์รับรู้ได้ถึงสภาพแวดล้อมที่อบอุ่นและปลอดภัย ถ้ากังวลเรื่องความสมบูรณ์ของลูกน้อยในครรภ์ อาจจะตรวจโครโมโซมดาวน์ซินโดรมเพิ่มได้ ยิ่งไปกว่านั้นการพาตัวเองไปอยู่ในสถานที่ที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติ จึงไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย แต่เป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพจิตที่แข็งแรงของคุณแม่และความเริ่มต้นที่สดใสของลูกน้อย เพราะเมื่อหัวใจของคุณแม่สงบและเป็นสุข ทารกในครรภ์ก็จะเติบโตขึ้นท่ามกลางความรักและความสมบูรณ์พร้อมที่สุด







หน้า: [1]