กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 ... 10
32



ช่วงขวบปีแรกจนถึงวัยก่อนเข้าเรียน คือช่วงเวลาที่สมองของเด็กมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วที่สุดในชีวิตเปรียบเสมือนการวางรากฐานของอาคาร หากรากฐานมั่นคงแข็งแรง สิ่งปลูกสร้างที่จะเติบโตขึ้นไปในอนาคตย่อมมีความมั่นคงและสง่างาม การส่งเสริมพัฒนาการของลูกจึงไม่ใช่เพียงการเร่งรัดให้เรียนเก่ง แต่คือการสร้างสมดุลใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ ร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม เพื่อให้เขามีความพร้อมในการเผชิญกับโลกกว้างอย่างมั่นใจ การส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกายแบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก คือ "กล้ามเนื้อมัดใหญ่" และ "กล้ามเนื้อมัดเล็ก" สำหรับเด็กเล็ก การปล่อยให้เขาได้วิ่งเล่น ปีนป่าย หรือเตะบอลในพื้นที่ปลอดภัยจะช่วยสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมัดใหญ่และความสัมพันธ์ของอวัยวะ ขณะเดียวกัน การส่งเสริมกล้ามเนื้อมัดเล็กผ่านการขยำดินน้ำมัน การร้อยลูกปัดขนาดใหญ่ หรือการหยิบจับของเล่นไม้ จะช่วยเตรียมความพร้อมของนิ้วมือซึ่งสำคัญมากต่อการหัดจับดินสอและเขียนหนังสือในอนาคต นอกจากนี้ โภชนาการและการนอนหลับที่เพียงพอก็เป็นปัจจัยพื้นฐานที่ขาดไม่ได้เพื่อให้ร่างกายเติบโตตามวัย

สิ่งสำคัญที่สุดในการพัฒนาสติปัญญาเด็กเล็กไม่ใช่การทำแบบฝึกหัด แต่คือ "การเล่น" และ "การสนทนา" การอ่านนิทานให้ลูกฟังทุกวันถือเป็นกิจกรรมทองคำที่ช่วยเพิ่มพูนคลังคำศัพท์และสร้างจินตนาการ คุณพ่อคุณแม่ควรชวนลูกคุยถึงสิ่งรอบตัว ตั้งคำถามปลายเปิดเพื่อกระตุ้นการคิดวิเคราะห์ เช่น "หนูคิดว่ามดตัวนี้กำลังจะเดินไปไหนคะ?" การเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า เช่น การสัมผัสพื้นผิวที่แตกต่าง การฟังเสียงธรรมชาติ หรือการดมกลิ่นดอกไม้ จะช่วยให้เซลล์สมองเชื่อมโยงกันได้ดียิ่งขึ้น เด็กที่เติบโตมาพร้อมความมั่นคงทางอารมณ์ จะมีความยืดหยุ่นและสามารถจัดการกับความผิดหวังได้ดี การสร้าง "ความผูกพันที่มั่นคง" ผ่านการกอด การปลอบโยน และการรับฟังความรู้สึกของลูกเป็นสิ่งจำเป็น เมื่อเด็กรับรู้ว่าเขามีพื้นที่ปลอดภัยและเป็นที่รัก เขาจะมีความกล้าในการออกไปสำรวจสิ่งใหม่ๆ นอกจากนี้ การฝึกให้ลูกรู้จักชื่อของอารมณ์ เช่น "ตอนนี้ลูกกำลังโกรธใช่ไหม" จะช่วยให้เขาเริ่มเรียนรู้การจัดการอารมณ์ของตนเองแทนการอาละวาด ทักษะสังคมเริ่มจากการปฏิสัมพันธ์ภายในบ้าน เด็กจะเรียนรู้การแบ่งปัน การรอคอย และการเคารพกฎกติกาจากการใช้เวลาร่วมกับคนในครอบครัว เมื่อลูกเริ่มโตขึ้น การพาไปทำกิจกรรมกับเพื่อนวัยเดียวกันจะช่วยให้เขาฝึกการเจรจาต่อรองและการทำงานเป็นทีม รวมทั้งการเลือก Early years international school ให้ลูก การสอนให้ลูกรู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (Empathy) ผ่านสถานการณ์ในนิทานหรือเหตุการณ์จริง จะช่วยให้เขากลายเป็นบุคคลที่มีวุฒิภาวะทางสังคมและเป็นที่รักของผู้คนรอบข้าง






33
Anti-Ageing,
รับผลิตสารชะลอวัย, หาซื้อLongevity, ขายส่งAstaxanthin,
Anti-Aging,
สอบถาม Tel No: 034854888  | Mobile: 0893128888

บริษัท ไทยโพลีเคมิคอล จำกัด (แอสตาแซนธิน)

Thai Poly Chemicals Company (Astaxanthin)

Tel No: 034854888

Mobile: 0893128888

Line ID: thaipoly8888

Email: thaipoly8888@gmail.com

Web:www.thaipolychemicals.com/รายละเอียด/แอสตาแซนธิน,_Und_Astaxanthin
36
EF Line ครบสูตรจัดฟันเด็กเล็ก ปรับโครงหน้า แก้พฤติกรรมผิดปกติ

ในปัจจุบัน นวัตกรรมทางทันตกรรมในประเทศไทยและทั่วโลก ถูกปรับเปลี่ยนให้ดีขึ้นเรื่อย ๆอย่างรวมเร็วแบบก้าวกระโดดจนน่าตกใจ อีกทั้งยังค่อยๆลบล้างความเชื่อต่าง ๆ เกี่ยวกับสุขภาพช่องปากและฟันของคนจำนวนมากที่เข้าใจผิดให้กลับสู่แนวคิดที่ถูกต้องอย่างเหมาะสม โดยใช้เหตุผลและการศึกษาอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งความเชื่อหนึ่งที่หลายๆท่านนั้นเข้าใจผิดมาโดยตลอด และส่วนใหญ่ก็ยังเข้าใจผิดอยู่ นั่นก็คือ เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ไม่ควรจัดฟัน ซึ่งอาจจะมีหลายๆเหตุผลที่ทำให้เกิดแนวความคิดแบบนี้ แต่ในปัจจุบันนั้นทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ได้ทำการศึกษาวิจัยและพบว่า การจัดฟันในเด็กสามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่อายุ 4 ขวบ โดยอุปกรณ์ทางทันตกรรมสุดล้ำสมัย EF Line

ซึ่งในวันนี้จะขอพาท่านผู้อ่านมาทำความรู้จักกับ EF Line อย่างละเอียดเพื่อปรับเปลี่ยนทัศนะคติของท่านผู้อ่านเรื่องการจัดฟันเด็ก รวมถึงประโยชน์มากมายไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างใบหน้า พฤติกรรมที่ส่งผลเสียเกี่ยวกับฟัน รวมถึงแก้อาการนอนกรน ซึ่ง EF Line สามาช่วยช่วยได้แบบครบเครื่องจนน่าตกใจ โดยรายละเอียดต่าง ๆมีดังต่อไปนี้

EF Line คืออะไร ?

    EF Line เป็นชุดเครื่องมือทางทันตกรรม ที่สามารถใช้แก้ปัญหากล้ามเนื้อที่มีการทำงานผิดปกติ ช่วยปรับตำแหน่งของลิ้น รวมถึงจัดการฟันให้อยู่ในตำแหน่งที่ควรจะเป็นตามธรรมชาติ ซึ่งถือว่า EF Line นั้นเป็นเครื่องมีที่มีความหลากหลายในการแก้ปัญหาที่ครบสูตรที่สุดในปัจจุบัน โดยส่วนใหญ่แล้วตามหลักการ EF Line จะสามารถใช้ได้ดีกับช่วงอายุประมาณ 4 ปี – 15 ปี โดยยิ่งใช้เร็วเท่าไหร่การรักษาก็จะง่ายขึ้นไปด้วยตามลำดับ

EF Line ช่วยแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง ?

    หลายๆท่านอ่านมาถึงจุดนี้แล้ว เกิดความสงสัยว่า EF Line ช่วยแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง เพราะที่กล่าวมาเยอะจนน่าประหลาดใจ แต่ขอบอกเลยว่า EF Line เป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่คุ้มค่ามาก ๆ ซึ่งจะขอกล่าวถึงการแก้ปัญหาต่าง ๆของอุปกรณ์ทางทันตกรรม EF Line ให้เข้าใจกันมากขึ้นว่ามีอะไรบ้าง ดังต่อไปนี้

 1.   ฟันล่างสบคร่อมฟันบน

    มีลักษณะฟังล่างหน้าสบคร่อมฟันบนหน้า อาจจะเป็นแค่ซี่เดียวหรือหลายซี่ก็ได้ ซึ่งถ้าหากว่าไม่รีบทำการรักษาจะทำให้ขากรรไกรเจริญเติบโตผิดปกติ ซึ่งส่งผลให้เด็กเล็กอาจจะมีใบหน้าเว้าได้ในอนาคต

2. ฟันสบลึก

    จะมีลักษณะฟันหน้าบนสบคร่อมฟันหน้าล่างมากเกินกว่าปกติ ถ้าหากไม่รีบทำการรักษาอาจส่งผลให้ขากรรไกรล่างเจริญเติบโตน้อยผิดปกติ และส่งผลให้มักเกิดอาการบาดเจ็บที่เหงือกเพดานปากด้านในฟันหน้าบน

3. ฟันสบเปิด

    จะมีลักษณะฟันหน้าบนและล่างมีความห่างในขณะที่สบกัน หากไม่รีบรักษาอาจส่งผลถึงการพูดที่ไม่ชัดเจนรวมถึงการกัดอาหารด้วยฟันหน้าอาจจะไม่ขาด

4. นิสัยดูดนิ้ว

    การดูดนิ้วในเด็กอาจเป็นเรื่องธรรมชาติที่เด็กๆจะทำเมื่อรู้สึกเครียดให้เกิดการผ่อนคลาย แต่พฤติกรรมดังกล่าวจะส่งผลให้เด็กมีอาการฟันหน้าสบเปิด หรือมีอาการฟันหน้ายื่นได้ หากว่าไม่รีบทำการรักษา

5. การกัดหรือดูดริมฝีปาก

    พฤติกรรมการกัดปากหรือดูดริมฝีปากหลายคนอาจมองว่าไม่เห็นเป็นอะไรดูธรรมดา แต่แท้ที่จริงแล้วพฤติกรรมแบบนี้จะทำให้เกิดความผิดปกติในช่องปากได้ เช่น ฟันหน้ายื่น ฟันซ้อนเก รวมถึงกล้ามเนื้อคางจะมีอาการเกร็งผิดปกติ

6. การหายใจทางปาก

    ส่วนใหญ่เด็กที่มีการหายใจทางปากมักจะพบในบุคคลที่มีบางอย่างมารบกวนกระบวนการหายใจตามปกติ เช่น ภูมิแพ้ ต่อมทอนซิลอักเสบ เป็นต้น หากปล่อยทิ้งไว้ผลเสียที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ ขากรรไกรแคบกว่าปกติ สบฟันหน้าเปิด

7. คางเบี้ยว

    มีอาการขากรรไกรล่างแบนไปจากแนวกลางใบหน้า เนื่องจากมีตำแหน่งฟันที่ผิดปกติ หรือการสูญเสียฟันน้ำนมก่อนเวลาอันควร ส่งผลให้กระดูกเบ้าฟันส่วนนั้นเจริญเติบโตน้อยกว่าปกติที่ควรจะเป็น รวมถึงฟันรอบข้างมีอาการบีบแคบลง

อาการที่กล่าวมาเหล่านี้เป็นความผิดปกติที่สามารถแก้ไขได้ในวัยเด็กเล็กด้วยอุปกรณ์ทางทันตกรรม EF Line ซึ่งหากท่านรอให้บุตรหลานของท่าน อยู่ในวัยสิ้นสุดการเจริญเติบโตแล้ว จะทำให้การรักษานั้นอาจจะใช้เวลาที่นานหลายขั้นตอน หากพบว่าบุตรหลานของท่านมีอาหารผิดปกติดังที่กล่าวมา ควรรีบพบทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยด่วน
หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 ... 10